ใต้เงาจันทร์ดำ BAL-SAGOTH ปลุก 3 มหากาพย์แห่งสงครามคืนจากความตาย


ค่ำคืนเหนืออาณาจักรที่สาบสูญไม่เคยเงียบงัน ภายใต้ชั้นน้ำแข็งแห่ง Ultima Thule ยังมีเสียงเหล็กกระทบโล่ดังแผ่วอยู่ในความมืด ใต้ซากวิหารแห่ง Lemuria ยังมีนักรบไร้นามนอนกอดดาบ รอวันที่ดวงจันทร์สีดำจะเคลื่อนกลับมาเหนือท้องฟ้า และเมื่อผนึกโบราณถูกทำลาย เสียงแตรศึกก็ดังขึ้นอีกครั้ง Darkness Shall Rise Productions ประกาศเปิดพรีออเดอร์ 3 อัลบั้มแรกของ BAL-SAGOTH ได้แก่ A Black Moon Broods over Lemuria, Starfire Burning upon the Ice-Veiled Throne of Ultima Thule และ Battle Magic ในฉบับรีมาสเตอร์ พร้อมกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 15 กันยายน 2569 การกลับมาครั้งนี้มีทั้งรูปแบบแผ่นเสียง ซีดี เทปคาสเซ็ต และสินค้าที่ระลึก โดย 2 อัลบั้มหลังจะได้รับการจารึกลงบนแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก ราวกับพงศาวดารซึ่งเคยถูกเก็บอยู่ในห้องลับของปราสาท กำลังถูกนำออกมาอ่านต่อหน้ากองทัพอีกคราว

ต้นกำเนิดของ BAL-SAGOTH ไม่ได้เริ่มจากความต้องการสร้างวง Metal ธรรมดา หากเริ่มจากความฝันของ Byron Roberts ที่ต้องการให้เสียงดนตรีกลายเป็นโลกอีกใบ โลกซึ่งมีราชัน นักรบ เทพเจ้าจากนอกพิภพ และจักรวรรดิที่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ วงก่อตั้งอย่างเป็นทางการที่ Sheffield ประเทศอังกฤษในปี 1993 โดยนาม BAL-SAGOTH ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น The Gods of Bal-Sagoth ของ Robert E. Howard ขณะที่แนวคิดทางวรรณกรรมยังแผ่เงาไปถึงงานของ H. P. Lovecraft, Clark Ashton Smith และนักเขียนผู้สร้างตำนานเหนือจริงอีกหลายคน หลังจากเดโมปี 1993 นำพาพวกเขาเข้าสู่สังกัด Cacophonous Records วงได้เดินทางเข้า Academy Music Studio ในช่วงกลางปี 1994 เพื่อบันทึก A Black Moon Broods over Lemuria ภายในเวลาราว 2 สัปดาห์ แม้อัลบั้มจะถูกปัญหาของค่ายกักไว้เกือบปี ก่อนออกสู่โลกในปี 1995 แต่มันก็มาถึงพร้อมเสียงกีตาร์ดิบกระด้าง เสียงร้องอันมืดทึบ และคีย์บอร์ดที่ลอยอยู่เหนือบทเพลงเหมือนหมอกพิษเหนือสุสาน นี่คือ BAL-SAGOTH ในร่างแรกเริ่ม ดุร้าย หนาวเย็น และยังเปื้อนโคลนจากสนามเพลาะแห่ง Black/Death Metal ก่อนจะวิวัฒน์ไปสู่งาน Symphonic Metal อันโอ่อ่าในเวลาต่อมา

ปี 1996 บัลลังก์แห่ง Starfire Burning upon the Ice-Veiled Throne of Ultima Thule ถูกตั้งขึ้นท่ามกลางพายุหิมะ และนับจากวินาทีนั้น BAL-SAGOTH ก็ไม่เหมือนวงใดอีกต่อไป บทประพันธ์ของ Jonny Maudling ขยายพื้นที่ของคีย์บอร์ดให้กว้างไกลจากกำแพงแห่งซาวด์เบื้องหลัง กลายเป็นหอคอย เมืองโบราณ ท้องฟ้าสีเลือด และจักรวาลซึ่งกองยานรบกำลังเคลื่อนผ่าน ขณะที่ Byron Roberts ลดเสียงคำรามลงบางส่วนเพื่อเปิดทางให้การบรรยายแบบนักพงศาวดารเข้าครอบครองบทเพลง เขาไม่ได้ร้องเพียงเรื่องราวของตัวละคร แต่ประกาศชะตากรรมแห่งอาณาจักรด้วยน้ำเสียงของผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย ชื่อเพลงยาวราวถ้อยคำบนม้วนคัมภีร์พาผู้ฟังผ่านการโค่นราชินีแม่มด การชิงบัลลังก์ และสงครามเหนือแผ่นดินน้ำแข็ง ทุกเสียงกลองคือฝีเท้าของกองทหาร ทุกริฟฟ์คือคมดาบที่ฟาดลงบนเกราะ และทุกท่วงทำนองจากคีย์บอร์ดคือแสงจากดวงดาวที่กำลังเผาไหม้อยู่เหนือศีรษะของผู้ตาย อัลบั้มชุดนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ BAL-SAGOTH เปลี่ยนจากวง Black Metal ซึ่งเล่าเรื่องแฟนตาซี ไปเป็นผู้สร้างจักรวาลซึ่งมีประวัติศาสตร์ สงคราม และชะตากรรมเป็นของตนเอง

2 ปีต่อมา Battle Magic เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิพร้อมความสมบูรณ์ของอาวุธทุกชิ้นที่วงหล่อขึ้นมาตลอดเส้นทาง อัลบั้มปี 1998 ชุดนี้ทำให้ความดุดันแห่ง Black Metal เสียงประโคมแบบภาพยนตร์ และการเล่าเรื่องเชิงวรรณกรรมหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน บทเพลงอย่าง “Battle Magic”, “Naked Steel (The Warrior’s Saga)” และ “Blood Slakes the Sand at the Circus Maximus” ไม่ได้พาผู้ฟังไปยืนอยู่ข้างสนามรบ แต่เหวี่ยงทุกคนลงไปกลางวงล้อม ให้ได้ยินเสียงม้าศึกกรีดร้อง กลิ่นควันจากเมืองที่ถูกเผา และเสียงลมหายใจของนักรบก่อนดาบจะเสียบผ่านลำคอ Battle Magic คือบทสรุปของไตรภาค Cacophonous และเป็นประตูสู่ยุคถัดไป เมื่อ BAL-SAGOTH ย้ายเข้าสู่ Nuclear Blast พร้อม The Power Cosmic ในปี 1999 และนำสงครามออกจากผืนแผ่นดินไปสู่ห้วงอวกาศ 3 อัลบั้มแรกจึงเปรียบเสมือนเส้นทางวิวัฒนาการแห่งจักรวรรดิ จากความมืดดิบใต้ดวงจันทร์แห่ง Lemuria ขึ้นสู่บัลลังก์น้ำแข็งของ Ultima Thule ก่อนระเบิดออกเป็นมหาสงครามที่เวทมนตร์และเหล็กกล้าถูกใช้เป็นอาวุธเคียงกัน


ฉบับคืนชีพทั้ง 3 ชุดผ่านการรีมาสเตอร์โดย Patrick W. Engel แห่ง Temple of Disharmony พร้อมสมุดประกอบที่รวบรวมเนื้อเพลง ภาพ และบทสัมภาษณ์ใหม่กับ Byron Roberts โดย A Black Moon Broods over Lemuria จะออกในรูปแบบ 2LP, CD, Cassette และ Merchandise ส่วน Starfire Burning upon the Ice-Veiled Throne of Ultima Thule กับ Battle Magic จะมีทั้ง LP, CD, Cassette และ Merchandise เช่นกัน สำหรับนักสะสม นี่คือโอกาสสำคัญในการได้ครอบครอง 2 อัลบั้มซึ่งไม่เคยถูกผลิตเป็นแผ่นเสียงมาก่อน แต่สำหรับผู้ศรัทธาในโลกแห่ง BAL-SAGOTH ความหมายของมันย่อมลึกกว่าวัตถุหรือรูปแบบการผลิต เพราะทันทีที่เข็มแผ่นเสียงสัมผัสร่องดำ ประตูหินแห่งอาณาจักรจะเปิดออก กองทัพซึ่งหลับใหลมานานเกือบ 3 ทศวรรษจะลุกขึ้นสวมเกราะ และดวงดาวเหนือ Ultima Thule จะลุกไหม้อีกครั้ง 3 คัมภีร์นี้ไม่เคยตาย พวกมันเพียงถูกฝังไว้ใต้กาลเวลา รอวันที่เสียงแตรศึกจะเรียกกลับมาทวงบัลลังก์ด้วยเลือด สงคราม และเวทมนตร์

ความคิดเห็น