100 สมรภูมิ Metalcore


Kingdom of Giants – Passenger

บนทางหลวงซึ่งไร้นาม เมืองทั้งเมืองกำลังหลับใหลอยู่ใต้แสงนีออนสีคราม ขณะที่รถคันหนึ่งแล่นฝ่าสายฝนไปโดยปราศจากผู้ควบคุม ชายผู้โดยสารลืมตาตื่นขึ้นบนเบาะข้างคนขับ เขาจำไม่ได้ว่าตนขึ้นรถมาตั้งแต่เมื่อใด ไม่รู้ว่าใครเหยียบคันเร่ง และไม่อาจมองเห็นจุดหมายปลายทางนอกกระจกที่ถูกความมืดกลืนกิน นั่นคือโลกแห่ง Passenger อัลบั้มเต็มชุดที่ 4 ของ Kingdom of Giants กองกำลัง Metalcore จาก Sacramento รัฐ California ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2020 ผ่าน SharpTone Records อันเป็นค่ายใหม่ของวงในเวลานั้น ผลงานความยาวประมาณ 46 นาที จำนวน 12 เพลง ชุดนี้มิได้เปิดประตูเข้าสู่สนามรบแบบเดิม หากนำผู้ฟังเข้าไปอยู่ในมหานครอนาคตที่ตึกสูงมีรูปร่างคล้ายหลุมศพ สัญญาณไฟกะพริบราวชีพจรของคนใกล้ตาย และเทคโนโลยีทุกชิ้นดูเหมือนกำลังเฝ้ามองมนุษย์ซึ่งหลงลืมไปแล้วว่าตนเคยเป็นใคร Passenger จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางของบุคคลหนึ่งจากจุดเริ่มต้นไปสู่ปลายทาง แต่มันคือบันทึกของคนที่นั่งอยู่ในชีวิตของตนเองโดยไม่มีสิทธิ์แตะพวงมาลัย ได้แต่มองโลกภายนอกเคลื่อนผ่านไปพร้อมความหวาดกลัวว่า เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง อาจไม่เหลือสิ่งใดให้จดจำว่าเขาเคยมีตัวตน

ก่อนมาถึงสมรภูมินี้ Kingdom of Giants ผ่านการผลัดเปลี่ยนรูปร่างและฝ่าถนนสาย Metalcore มาเป็นเวลาร่วมทศวรรษ วงก่อตั้งขึ้นในปี 2010 จากเศษซากของวงดนตรีหลายกลุ่ม ก่อนปล่อย EP Abominable ในปี 2011 และเริ่มได้รับความสนใจจากพื้นที่ใต้ดิน จากนั้น Every Wave of Sound ในปี 2013 ตามมาด้วย Ground Culture ในปี 2014 ภายใต้ InVogue Records ซึ่งทำให้นามของพวกเขาเริ่มขยายออกไปนอก Sacramento ส่วน All the Hell You’ve Got to Spare ในปี 2017 คือการยกระดับความหนักหน่วงและขยายขอบเขตแห่งซาวด์ให้กว้างขึ้น ทว่า Passenger คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เมื่อวงลงนามกับ SharpTone Records และเลือกทิ้งเกราะบางส่วนแห่ง Metalcore แบบเดิม เพื่อสวมชุดเกราะที่สร้างขึ้นจาก Synthwave, Electronic และ Alternative Metal อัลบั้มผลิตโดย Dana Willax และ Matt Thomas ที่ Ashtone Audio ความหนาแน่นของกีตาร์เสียงต่ำยังคงอยู่ครบถ้วน แต่รอบตัวมันถูกห่อหุ้มด้วยชั้นเสียงสังเคราะห์ซึ่งเย็นเยียบราวหมอกควันจากโรงงานร้าง เสียงคำรามและเสียงร้องสะอาดถูกจัดวางให้สลับกันเหมือนการสนทนาระหว่างมนุษย์ 2 คนในร่างเดียว ฝ่ายหนึ่งพยายามดิ้นรนกลับคืนสู่แสงสว่าง ขณะที่อีกฝ่ายกระซิบชักชวนให้ปล่อยมือและจมหายไปกับท้องถนน

“Two Suns” เปิดฉากด้วยการยกดวงอาทิตย์ 2 ดวงขึ้นเหนือเมืองที่ไร้รุ่งเช้า ก่อนริฟฟ์หนักและจังหวะกระแทกจะเคลื่อนตัวเข้ามาเหมือนรถเกราะทะลวงแนวกั้น “Night Shift” ลดแสงทั้งหมดลงจนเหลือเพียงบรรยากาศเวิ้งว้างของคนทำงานกลางคืน ผู้ใช้ชีวิตสวนทางกับโลกและค่อยๆ มองไม่เห็นใบหน้าของตนเองในกระจก ส่วน “Sync” คือหนึ่งในช่วงเวลาที่นิยามตัวตนใหม่ของวงได้ชัดเจนที่สุด Breakdown ถูกเชื่อมเข้ากับคลื่น Synthwave อย่างแนบสนิท ราวกับเครื่องจักรสงครามจากอนาคตกำลังบดขยี้ถนนภายใต้ท้องฟ้าสีม่วง “Side Effect” ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างจังหวะที่แข็งแรงและการสลับเสียงร้องอย่างมีชั้นเชิง ขณะที่ “Burner” เร่งอุณหภูมิแห่งสนามรบขึ้นด้วยพลังดิบซึ่งพร้อมระเบิดในพื้นที่หน้าเวที ถึงกระนั้น Passenger ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยความหนักเพียงด้านเดียว เพราะ “Wayfinder” ใช้คลื่นอิเล็กทรอนิกส์พาผู้ฟังออกค้นหาเส้นทางท่ามกลางเขาวงกตดิจิทัล ส่วน “Sleeper” และ “Bleach” ทำหน้าที่เสมือนห้องมืดซึ่งความทรงจำถูกชำระล้างอย่างช้าๆ ทุกบทเพลงยังคงอยู่ภายใต้โทนเดียวกันจนฟังคล้ายเรื่องราวยาวบทเดียว แต่รายละเอียดเล็กๆ ในชั้น Synth เสียงกีตาร์ และการเปลี่ยนน้ำหนักของเสียงร้อง ทำให้แต่ละสถานีมีบาดแผลของตนเอง

ช่วงลึกที่สุดแห่งการเดินทางปรากฏใน “Blue Dream” ซึ่ง Michael Barr แห่ง Volumes เข้ามาร่วมเติมเสียงร้อง บทเพลงเริ่มต้นด้วยบรรยากาศล่องลอยราวความฝันที่ถูกวางยาพิษ ก่อนระเบิดสู่ความหนักหน่วงในครึ่งหลัง ความเดียวดาย ความระแวง และความไม่มั่นคงทางจิตใจค่อยๆ กัดเซาะผู้โดยสารจนไม่เหลือที่ปลอดภัยให้หลบซ่อน ต่อด้วย “Lost Hills” ซึ่ง Dana Willax ถ่ายทอดเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนผู้รอดชีวิตกำลังตะโกนเรียกชื่อใครบางคนจากใต้ซากปรักหักพัง แต่ไม่มีคำตอบใดเดินทางกลับมา จนกระทั่ง “The Ride” เปิดประตูสู่ฉากสุดท้าย พร้อมการปรากฏตัวของ Courtney LaPlante แห่ง Spiritbox เสียงของเธอเริ่มจากเงาโปร่งบางเบื้องหลัง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงในช่วงที่บทเพลงพุ่งเข้าสู่ Breakdown เนื้อหาว่าด้วยมนุษย์ที่เลือกความโลภเหนือความก้าวหน้า เลือกผลประโยชน์เหนือสายสัมพันธ์ และยอมให้เครื่องจักรเข้ามาครอบครองพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของหัวใจ เมื่อเสียงสุดท้ายดับลง ผู้ฟังจึงไม่ได้รู้สึกเหมือนเดินทางถึงจุดหมาย หากรู้สึกราวกับรถคันนั้นเพิ่งแล่นหายเข้าไปในอุโมงค์ที่ยาวกว่าเดิม และสิ่งซึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัยอาจไม่เคยเป็นมนุษย์มาตั้งแต่ต้น

Passenger วางจำหน่ายในปีที่โลกภายนอกถูกปิดกั้นด้วยความหวาดกลัว ผู้คนจำนวนมากถูกแยกออกจากกันและเฝ้ามองชีวิตผ่านหน้าจอ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับรู้ถึงความใกล้ชิดระหว่างบรรยากาศของอัลบั้มกับสภาพจิตใจของผู้คนในยุคนั้น แม้มันไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดความว่าเป็นบันทึกแห่งโรคระบาด แต่ความโดดเดี่ยว การสูญเสียการควบคุม และความรู้สึกว่าชีวิตกำลังเคลื่อนผ่านไปโดยที่เราไม่มีสิทธิ์กำหนดทิศทาง ทำให้ Passenger มีเลือดเนื้อเกินกว่าจะเป็นเพียงงาน Metalcore ที่ประดับด้วย Synth อัลบั้มนี้พิสูจน์ว่าเสียงสังเคราะห์ไม่จำเป็นต้องลดทอนความรุนแรงของดนตรี ตรงกันข้าม มันสามารถทำให้ความหนักมีมิติแห่งความหนาวเย็น ความงดงาม และความหวาดหวั่นเพิ่มขึ้น Kingdom of Giants ไม่ได้สร้างกำแพงริฟฟ์เพื่อกักขังผู้ฟัง แต่สร้างถนนยาวสายหนึ่งเพื่อบังคับให้ทุกคนนั่งลงและเผชิญหน้ากับคำถามอันโหดร้ายว่า ในชีวิตซึ่งกำลังเร่งความเร็วขึ้นทุกขณะ เรายังเป็นผู้ควบคุมเส้นทางอยู่จริงหรือไม่ หรือทั้งหมดที่ทำได้คือเกาะเบาะไว้แน่น มองแสงไฟของอดีตเลือนหายอยู่หลังกระจก และยอมรับว่าเราเป็นเพียง Passenger ผู้โดยสารในชีวิตของตนเอง

#KingdomOfGiants #Passenger #Metalcore #Synthwave #SharpToneRecords #TerritoryMag

ความคิดเห็น