100 สมรภูมิ Metalcore


Unearth – The Wretched; The Ruinous

.

สงครามไม่เคยเริ่มต้นจากเสียงปืน แต่มักเริ่มต้นจากหัวใจของมนุษย์ที่ลืมความหมายของความเมตตา เมื่อความโลภกลายเป็นศาสนา ความเกลียดชังกลายเป็นภาษา และความทะเยอทะยานกลายเป็นกฎหมาย โลกทั้งใบจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสนามรบที่ไม่มีใครรู้ตัวว่าตนเองกำลังเดินเข้าสู่หลุมศพแห่งอารยธรรม นั่นคือภาพที่ Unearth ถ่ายทอดผ่าน The Wretched; The Ruinous ผลงานสตูดิโอชุดที่ 8 ของพวกเขา อัลบั้มที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2023 ผ่าน Century Media Records และฉบับญี่ปุ่นโดย Daymare Recordings ในวันที่ 10 พฤษภาคม พร้อมความยาวเพียง 36 นาที 50 วินาที แต่กลับหนักหน่วงราวกับการเดินทัพผ่านสมรภูมิที่ไม่มีวันเห็นแสงอาทิตย์ ผลงานชุดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วงต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังการแยกทางของมือกีตาร์ Ken Susi ผู้เป็นกำลังหลักมายาวนาน ขณะที่มือกลอง Nick Pierce ยังคงร่วมบันทึกเสียงในอัลบั้มก่อนจะอำลาวงในเวลาต่อมา ท่ามกลางความปั่นป่วนภายใน Unearth ไม่ได้เลือกถอยหลังหรือประนีประนอมกับกระแสสมัยใหม่ หากกลับใช้ความสูญเสียเป็นเชื้อเพลิง หลอมมันให้กลายเป็นอาวุธที่คมกริบที่สุดในรอบหลายปี

.

ทันทีที่เพลงเปิด "The Wretched; The Ruinous" ปะทุขึ้น เสียงกีตาร์ของ Buz McGrath ก็ทำหน้าที่เหมือนเสียงไซเรนเตือนภัยก่อนฝูงระเบิดจะตกลงกลางเมือง ริฟฟ์ที่หนาหนัก บีตดาวน์อันดุดัน และเมโลดี้ที่ยังคงความงดงามแบบ Melodic Death Metal กลายเป็นลายเซ็นที่ Unearth ยึดมั่นมาตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของ The Oncoming Storm แต่ครั้งนี้ทุกองค์ประกอบกลับฟังดิบกว่า โกรธกว่า และเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสงครามภายในจิตใจ Trevor Phipps ยังคงแผดเสียงร้องที่แหบกร้านราวกับนายทหารผู้ตะโกนคำสั่งท่ามกลางพายุเพลิง ขณะที่เพลงอย่าง "Cremation of the Living", "Mother Betrayal", "Call of Existence" และ "Eradicator" พุ่งเข้าหาผู้ฟังเหมือนกองกำลังจู่โจมที่ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งหลัก ส่วน "Into the Abyss" กลับขยายภาพแห่งความสิ้นหวังด้วยบรรยากาศอันยิ่งใหญ่เกือบจะเป็นซิมโฟนิก ก่อนจะพาผู้ฟังดำดิ่งลงสู่เหวลึกแห่งความบ้าคลั่ง และปิดฉากด้วย "Theaters of War" บทเพลงที่เปรียบเสมือนภาพสุดท้ายของสนามรบหลังเสียงปืนสงบ เหลือเพียงควันไฟ เถ้าถ่าน และผู้รอดชีวิตที่ไม่แน่ใจว่าตนเองยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่

.

แก่นสำคัญของอัลบั้มไม่ได้กล่าวถึงสงครามในฐานะเหตุการณ์ทางการเมือง หากแต่เป็นสงครามที่มนุษย์ประกาศต่อเผ่าพันธุ์ของตนเอง เนื้อร้องจำนวนมากสะท้อนความหมกมุ่นในอำนาจ ความมั่งคั่ง การทำลายสิ่งแวดล้อม และวัฏจักรแห่งความรุนแรงที่ไม่มีวันสิ้นสุด โลกใน The Wretched; The Ruinous จึงไม่ใช่โลกอนาคต แต่คือโลกปัจจุบันที่เพียงถูกถอดหน้ากากออกเท่านั้น ความโหดร้ายที่ Unearth บรรยายไม่ใช่ปีศาจเหนือธรรมชาติ หากเป็นปีศาจที่อาศัยอยู่ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน และนั่นทำให้อัลบั้มนี้น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ เพราะศัตรูที่แท้จริงไม่เคยเดินมาจากความมืด หากยืนอยู่ในกระจกทุกเช้า

.

ในเชิงดนตรี ผลงานชุดนี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากว่าเป็นการกลับคืนสู่ฟอร์มอันแข็งแกร่งของ Unearth หลังจากช่วงทศวรรษ 2010 ที่หลายฝ่ายมองว่าวงยังไม่สามารถสร้างผลงานที่เทียบชั้นยุครุ่งเรืองได้ โปรดักชันของ Will Putney ทำให้ทุกเครื่องดนตรีทรงพลัง หนาแน่น และดุดันโดยไม่สูญเสียรายละเอียด กีตาร์ยังคงผสานริฟฟ์แบบ Hardcore กับเมโลดี้อันเฉียบคมได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่จังหวะกลองและเบสขับเคลื่อนอัลบั้มอย่างแม่นยำราวกับเครื่องจักรสงคราม แม้จะมีบางเสียงวิจารณ์ว่าบางบทเพลงยังพึ่งพา Breakdown มากเกินไปหรือโครงสร้างยังไม่สมบูรณ์เท่าเพลงเด่นของอัลบั้ม แต่ภาพรวมกลับได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่แข็งแกร่งที่สุดของ Unearth ในรอบหลายปี และเป็นหลักฐานว่าหนึ่งในผู้บุกเบิก American Metalcore ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

.

การเปิดซีรีส์ "100 สมรภูมิ Metalcore" ด้วยลำดับที่ 100 จึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองอดีต แต่คือการเริ่มต้นจากบทพิสูจน์ว่า Metalcore ยังไม่ตาย ตราบใดที่ยังมีวงซึ่งกล้ายืนหยัดบนหลักการเดิม พร้อมเขียนบทเพลงที่สะท้อนความโหดร้ายของโลกด้วยความจริงใจ The Wretched; The Ruinous คือบันทึกสงครามแห่งยุคปัจจุบัน เป็นเสียงคำรามจากผู้ผ่านสนามเพลาะที่ยังไม่ยอมวางอาวุธ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าศรัทธาที่แท้จริงของ Metalcore ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วแห่งริฟฟ์หรือความหนักของ Breakdown หากอยู่ที่ความกล้าจะยืนหยัดต่อสู้ แม้โลกทั้งใบกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

.

#Unearth #TheWretchedTheRuinous #Metalcore #CenturyMedia #MelodicMetalcore #ModernMetal #ExtremeMusic #Metalheads #TerritoryMag

ความคิดเห็น