100 คำสาปแห่ง Black Metal
Emperor – In the Nightside Eclipse
ค่ำคืนบางคืนที่ความมืดมิได้ตกลงมาจากท้องฟ้า หากมันค่อยๆ งอกขึ้นจากผืนดิน แทรกตัวผ่านรากสนที่ฝังลึกอยู่ใต้หิมะ คลานไปตามไหล่เขา และยกกำแพงสีดำขึ้นล้อมโลกของมนุษย์เอาไว้ จนกระทั่งแสงสุดท้ายถูกบีบคั้นให้ตายลงอย่างเงียบงัน ณ ดินแดนเหนืออันหนาวเหน็บ ในห้วงเวลาที่ Norway กำลังถูกจารึกด้วยไฟ ความรุนแรง การแตกหักแห่งศรัทธา และข่าวอาชญากรรมซึ่งทำให้ Black Metal กลายเป็นนามที่สังคมภายนอกเอ่ยถึงด้วยความหวาดระแวง มีจักรวรรดิหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเงามืดนั้น มิใช่จักรวรรดิที่สร้างด้วยกำแพงหิน มิใช่อาณาจักรที่มีพรมแดนบนแผนที่ หากเป็นจักรวรรดิแห่งซาวด์ซึ่งทอดเงายาวข้ามกาลเวลา และบนบัลลังก์เหนือความมืดนั้น นามหนึ่งถูกสลักไว้ด้วยอักษรอันเย็นเยียบ นั่นก็คือ Emperor
วันที่ 21 February 1994 อัลบั้มเต็มชุดแรก In the Nightside Eclipse ถูกปล่อยออกมาภายใต้ Candlelight Records ด้วยรหัส Candle 008CD ความยาว 48 นาที 29 วินาที แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงหลักฐานทางทะเบียนของวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในไม่อาจวัดได้ด้วยเวลาเกือบ 50 นาที มันคือภูมิประเทศอีกโลกหนึ่ง เป็นป่าที่ไม่มีรุ่งเช้า เป็นภูเขาซึ่งทอดเงาลงบนหุบเหว เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่เหนือกองทัพแห่งวิญญาณ และเป็นพายุที่มีทั้งความป่าเถื่อนแห่ง Black Metal กับความโอ่อ่าราวบทประพันธ์คลาสสิกหลอมรวมอยู่ในลมหายใจเดียวกัน นี่มิใช่เพียงอัลบั้มที่ใช้คีย์บอร์ดมากกว่าวงร่วมยุค หากคือการเปลี่ยนคีย์บอร์ดจากเครื่องประดับให้กลายเป็นสถาปัตยกรรม เปลี่ยนเสียงสังเคราะห์ให้เป็นยอดหอคอย เปลี่ยนกีตาร์ให้เป็นพายุหิมะ และเปลี่ยนจังหวะกลองให้เป็นเสียงแห่งกองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านป่าสนในค่ำคืนอันไร้แสงจันทร์
เบื้องหลังจักรวรรดิแห่งรัตติกาลนี้คือ 4 บุคคล Ihsahn รับหน้าที่ร้อง กีตาร์ และคีย์บอร์ด พร้อมเป็นกำลังหลักในการประพันธ์, Samoth ถือกีตาร์และร่วมวางโครงสร้างบทเพลง, Tchort ประจำการในแนวรบต่ำด้วยเบส และ Faust กระหน่ำกลองราวเครื่องจักรสงครามที่ไม่รู้จักความเมตตา สิ่งสำคัญคือสมาชิกเหล่านี้มิได้เล่นดนตรีราวคน 4 คนกำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งพื้นที่ในมิกซ์ หากแต่ละเครื่องดนตรีดูคล้ายหน่วยทหารในกองทัพเดียวกัน กีตาร์ของ Ihsahn และ Samoth สร้างแนวกำแพงด้วย tremolo picking ที่พุ่งทะยานไม่หยุดยั้ง คีย์บอร์ดลอยอยู่เหนือสนามรบราวเมฆพิษสีคราม เบสของ Tchort เคลื่อนไหวอยู่ในชั้นลึกแห่งความมืด ขณะที่กลองของ Faust มิได้ทำหน้าที่เพียงเร่งความเร็ว แต่คอยเปิด ปิด บิด และฉีกโครงสร้างเพลงให้เกิดการเคลื่อนตัวระหว่างความคลุ้มคลั่งกับความสง่างาม
อัลบั้มถูกบันทึกเสียงในปี 1993 ณ Grieghallen Studios, Bergen ตามข้อมูลที่ระบุว่าเป็นช่วงพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 7 ของปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการมิกซ์ในฤดูหนาวปี 1994 รายละเอียดดังกล่าวฟังดูคล้ายถ้อยคำจากคัมภีร์ลึกลับมากกว่าบันทึกการทำงานในสตูดิโอ และนั่นเหมาะสมอย่างประหลาดกับสิ่งที่ได้ยินจากอัลบั้มชุดนี้ เพราะ In the Nightside Eclipse ไม่เคยให้ความรู้สึกเหมือนดนตรีที่ถูกประกอบขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยม มันฟังราวกับถูกขุดพบใต้ซากวิหาร ราวกับเสียงทั้งหมดมีอยู่ก่อนแล้วท่ามกลางภูเขา ป่า หิมะ และความเงียบงัน เพียงแต่ Emperor เป็นผู้เปิดผนึกให้สิ่งเหล่านั้นหลั่งไหลออกมา
หลังบทนำสั้นๆ ประตูบานแรกเปิดด้วย “Into the Infinity of Thoughts” และนับจากวินาทีนั้น ผู้ฟังมิได้ยืนอยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป กีตาร์พุ่งขึ้นเหมือนฝูงสัตว์ปีกสีดำทะยานออกจากยอดไม้ กลองระเบิดแนวป้องกันเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่คีย์บอร์ดกางม่านขนาดมหึมาเหนือความโกลาหล สิ่งที่น่ากลัวมิใช่เพียงความเร็ว แต่คือความรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังขยายตัว เสียงดนตรีมิได้พุ่งตรงเข้าหาใบหน้า หากแผ่กว้างออกไปจนกลายเป็นท้องฟ้า ภูเขา และหุบเหว นี่คือคุณสมบัติสำคัญที่สุดประการหนึ่งของ In the Nightside Eclipse มันทำให้ Black Metal ซึ่งครั้งหนึ่งอาจถูกมองเป็นศิลปะแห่งห้องใต้ดิน กลายเป็นสงครามในระดับจักรวาล
“The Burning Shadows of Silence” เดินหน้าต่อด้วยเงาเพลิงที่ไม่มีแสงสว่าง ความรุนแรงของกีตาร์ถูกพันธนาการเข้ากับชั้นคีย์บอร์ดอย่างแนบแน่นจนยากจะแยกว่าสิ่งใดคือพื้น สิ่งใดคือฟ้า ส่วนเสียงร้องของ Ihsahn ฉีกผ่านม่านแห่งซาวด์ราววิญญาณที่ถูกแขวนอยู่เหนือทุ่งสังหาร มันไม่ใช่เสียงคำรามจากสัตว์ร้ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า หากคล้ายเสียงกรีดร้องจากระยะไกล จากอีกฝั่งของป่า จากยอดหอคอย หรือจากสถานที่ซึ่งมนุษย์ไม่ควรเดินทางไป ความพร่า ความก้อง และความไม่สมบูรณ์ของงานบันทึกเสียงจึงมิใช่เพียงข้อจำกัดทางเทคนิค แต่กลับกลายเป็นหมอกที่ทำให้อัลบั้มนี้มีชีวิต
เมื่อ “Cosmic Keys to My Creations and Times” ปรากฏขึ้น จักรวรรดิของ Emperor เริ่มเผยขนาดที่แท้จริง บทเพลงนี้มิได้จำกัดตัวเองอยู่กับภาพผืนป่าหนาวหรือพิธีกรรมบนโลก หากแหงนหน้าสู่ความเวิ้งว้างเหนือดวงดาว ริฟฟ์กีตาร์เคลื่อนไหวอย่างซับซ้อน คีย์บอร์ดเปิดมิติให้บทเพลงมีความรู้สึกราวกับกำลังเฝ้ามองประตูบางบานในจักรวาลค่อยๆ แง้มออก และเบื้องหลังประตูนั้นไม่มีพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีคำตอบ มีเพียงความว่างเปล่าที่เก่าแก่กว่ามนุษยชาติ ความยิ่งใหญ่แห่ง Emperor อยู่ตรงนี้ พวกเขาเข้าใจว่าความน่ากลัวไม่จำเป็นต้องมีเลือด ไม่จำเป็นต้องมีศพ และไม่จำเป็นต้องมีปีศาจปรากฏกาย เพราะบางครั้งเพียงการทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความเล็กจ้อยของตนเองต่อจักรวาล ก็เพียงพอจะทำลายศรัทธาทั้งชีวิตลงได้
จากนั้น “Beyond the Great Vast Forest” พาผู้ฟังลึกเข้าไปในป่าที่ดูเหมือนไม่มีปลายทาง บทเพลงนี้มีรากมาจากการนำ “My Empire’s Doom” จากเดโม Wrath of the Tyrant ปี 1992 มาปรับโครงสร้าง บันทึกใหม่ และเขียนเนื้อร้องใหม่ ความรู้สึกของมันจึงคล้ายซากสิ่งมีชีวิตเก่าที่ถูกปลุกขึ้นมาในร่างใหม่ ช่วงจังหวะที่ผ่อนช้าลงไม่ได้มอบความปลอดภัย ตรงกันข้าม มันทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงฝีเท้าของบางสิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น ในความเร็ว เราอาจวิ่งหนีความกลัวได้ แต่ในความช้า เราถูกบังคับให้ยืนมองมันตรงหน้า และ Emperor รู้จักศาสตร์แห่งการทรมานเช่นนี้เป็นอย่างดี
“Towards the Pantheon” คือการเคลื่อนพลสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจไม่มีเทพเจ้าเหลืออยู่ จุดเริ่มต้นของเพลงเผยความงามอันสงบเย็น ก่อนความรุนแรงจะค่อยๆ เพิ่มระดับราวกองทัพที่ปรากฏจากเส้นขอบฟ้า ไม่มีการเร่งรีบ ไม่มีความจำเป็นต้องโจมตีในทันที เพราะความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงรู้ว่าศัตรูจะหวาดกลัวตั้งแต่ยังไม่เห็นคมดาบ บทเพลงนี้แสดงให้เห็นว่า Emperor มิได้ใช้ความเร็วเป็นคำตอบเดียว พวกเขาเข้าใจน้ำหนักแห่งการรอคอย เข้าใจช่องว่างก่อนการระเบิด และเข้าใจว่าความสงัดหนึ่งวินาทีอาจสร้างความหวาดหวั่นได้มากกว่ากลอง blast beat หลายร้อยครั้ง
เมื่อถึง “The Majesty of the Nightsky” ท้องฟ้ายามค่ำคืนมิใช่ฉากหลังอีกต่อไป หากกลายเป็นตัวละครหลัก เป็นมหาวิหารสีดำที่ครอบคลุมทุกชีวิต ดนตรีเคลื่อนจากความรุนแรงสู่ช่วงกลางอันกว้างใหญ่และสง่างาม ก่อนหวนกลับสู่ความมืดด้วยแรงเหวี่ยงที่รุนแรงยิ่งกว่า ความมหัศจรรย์แห่งบทเพลงนี้คือการทำให้กลางคืนมีมิติทางกายภาพ ผู้ฟังแทบสัมผัสได้ถึงอากาศเย็น รู้สึกถึงพื้นดินแข็งใต้ฝ่าเท้า และมองเห็นดาวซึ่งส่องแสงอยู่ไกลเกินกว่าจะมอบความหวังใดๆ
แล้วก็มาถึงหนึ่งในธงรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่ง Black Metal นั่นคือ “I Am the Black Wizards” บทเพลงซึ่งเคยปรากฏใน EP Emperor ปี 1993 ก่อนถูกบันทึกใหม่สำหรับอัลบั้มนี้ หาก In the Nightside Eclipse คือจักรวรรดิ เพลงนี้ก็คือพิธีราชาภิเษก ริฟฟ์หลักเคลื่อนตัวด้วยความสง่างามและความอาฆาตพร้อมกัน ท่วงทำนองมิได้เพียงติดอยู่ในความทรงจำ หากฝังตัวเหมือนตราประทับบนเนื้อหนัง ช่วงที่ความเร็วลดลงทำให้ธีมเดิมกลับมาด้วยน้ำหนักมหาศาล ราวกองทัพที่ครั้งแรกควบม้าผ่านเราไป แต่ครั้งที่ 2 ย้อนกลับมาในรูปขบวนศพ และเหนือทุกสิ่งคือเสียงของ Ihsahn ที่มิได้ฟังเหมือนมนุษย์กำลังร้องเพลง หากคล้ายผู้ครองอาณาจักรที่กำลังประกาศกรรมสิทธิ์เหนือโลกซึ่งถูกทิ้งร้าง
ท้ายที่สุด “Inno a Satana” ถ้อยคำภาษา Italian ซึ่งหมายถึงบทสดุดีแด่ Satan ปิดม่านอัลบั้มด้วยพิธีกรรมอันโอ่อ่า หากหลายวงในยุคนั้นใช้ภาพแห่ง Satan เป็นอาวุธสำหรับการยั่วยุ Emperor กลับสร้างบางสิ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงพิธีกรรมแห่งรัฐ เสียงร้องสะอาดที่แทรกเข้ามาทำให้บทเพลงขยายจากความรุนแรงส่วนบุคคลไปสู่ความรู้สึกของมหาชน ราวกับผู้คนทั้งนครกำลังเปล่งเสียงพร้อมกันใต้หอคอยสีดำ และเมื่อวินาทีสุดท้ายดับลง สิ่งที่เหลืออยู่มิใช่ความเงียบงัน หากเป็นความรู้สึกว่าเราเพิ่งเห็นประตูแห่งอาณาจักรหนึ่งปิดลงตรงหน้า
หน้าปกโดย Kristian Wåhlin หรือ Necrolord มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความทรงจำของอัลบั้ม ภูเขา ป่าสน ปราสาท และกองทัพที่เคลื่อนอยู่ใต้แสงสีน้ำเงินดำมิใช่เพียงภาพประกอบ หากเป็นแผนที่แห่งซาวด์ เมื่อวางเข็มลงบนแผ่นเสียงหรือกดเล่นซีดี ภาพบนปกดูเหมือนเริ่มเคลื่อนไหว ต้นไม้สั่น ปราสาทเปิดประตู และกองทัพจากหุบเขาเริ่มเดินหน้า นี่คือหนึ่งในกรณีที่งานภาพและเสียงไม่อาจแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์ เพราะทั้ง 2 ร่วมกันสร้างโลกซึ่งผู้ฟังเข้าไปอาศัยอยู่ได้ตลอดระยะเวลาของอัลบั้ม
ความสำคัญของ In the Nightside Eclipse ยังอยู่ตรงการเป็นหลักฐานว่าความป่าเถื่อนกับความซับซ้อนมิได้เป็นศัตรูกัน ก่อนหน้านั้น Black Metal มีรากแห่งความดิบ รุนแรง ต่อต้าน และความมืดอยู่แล้ว แต่ Emperor ทำให้สิ่งเหล่านั้นสามารถยืนอยู่เคียงข้างโครงสร้างอันทะเยอทะยาน คีย์บอร์ดที่สร้างมิติแบบ symphonic การเปลี่ยนจังหวะอย่างมีชั้นเชิง และองค์ประกอบที่ทำให้แต่ละบทเพลงดูคล้าย movement ในงานขนาดใหญ่ พวกเขามิได้ทำให้ Black Metal สุภาพขึ้น มิได้ขัดสนิมออกจากคมดาบ หากนำคมดาบนั้นไปประดับบนบัลลังก์ แล้วสร้างมหาวิหารขึ้นรอบมัน
กระนั้น ความยิ่งใหญ่ของอัลบั้มนี้มิได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบทางเทคนิค หากเกิดจากรอยร้าว เสียงมิกซ์ที่หนาแน่นจนบางรายละเอียดจมหาย กีตาร์ที่กลายเป็นกำแพงหมอก เบสที่บางช่วงถูกกลืนเข้าไปในพายุ กลองที่ต้องต่อสู้เพื่อพื้นที่ และคีย์บอร์ดซึ่งบางขณะลอยเด่นราววิญญาณเหนือซากศพ ทั้งหมดนี้อาจเป็นข้อบกพร่องหากมองด้วยมาตรฐานการผลิตสมัยใหม่ แต่หากขจัดความพร่าเหล่านั้นออกไป โลกแห่ง In the Nightside Eclipse อาจพังทลาย เพราะหมอกมิใช่สิ่งที่บดบังปราสาท หมอกคือส่วนหนึ่งของปราสาท ความไม่ชัดเจนมิใช่อุปสรรคต่อการมองเห็น หากเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหวาดกลัวสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้
และนอกเหนือจากดนตรี เงาแห่งประวัติศาสตร์จริงยังทอดทับอัลบั้มนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาของ Norwegian Black Metal ในต้นทศวรรษ 1990 มิใช่นิยายโรแมนติกเกี่ยวกับวัยรุ่นแต่ง corpse paint เดินกลางหิมะ หากเป็นยุคที่มีอาชญากรรมจริง ความรุนแรงจริง การเผาทำลายจริง และชีวิตมนุษย์ที่สูญเสียจริง สมาชิกของ Emperor บางคนต้องเผชิญโทษจำคุกจากคดีร้ายแรงในเวลาต่อมา เงาเหล่านี้ไม่ควรถูกทำให้เป็นของประดับ ไม่ควรถูกยกย่องเป็นวีรกรรม และไม่ควรถูกล้างด้วยตำนานของวงการ เพราะเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นจริง ผู้เสียหายก็มีอยู่จริงเช่นกัน ทว่าในฐานะพงศาวดารทางดนตรี ความจริงอันน่าหดหู่นั้นทำให้ In the Nightside Eclipse ยิ่งมีลักษณะคล้ายวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาซึ่งโลกกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ผลงานศิลปะซึ่งเกิดขึ้นข้างสนามเพลิงแห่งประวัติศาสตร์ โดยไม่อาจแยกจากความมืดของยุคสมัยได้อย่างง่ายดาย
3 ทศวรรษผ่านไป โลกเปลี่ยนรูปแบบการฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตต์สู่ซีดี จากซีดีสู่ไฟล์ดิจิทัล จากไฟล์ดิจิทัลสู่ระบบ streaming อัลบั้มถูกพิมพ์ซ้ำ รีมาสเตอร์ และคืนชีพบนแผ่นเสียงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ฉบับ gatefold, picture disc, colored vinyl ไปจนถึง half-speed master แต่ไม่ว่าร่างกายของมันจะถูกผลิตใหม่กี่ครั้ง วิญญาณแห่งปี 1993–1994 ยังคงถูกขังอยู่ภายใน ความหนาวแบบนั้นไม่อาจสร้างซ้ำด้วย plug-in ความพร่าแบบนั้นไม่อาจเลียนแบบด้วย preset และความรู้สึกของคนหนุ่มซึ่งกำลังสร้างสิ่งที่ตนเองอาจยังไม่เข้าใจขนาดของมันทั้งหมด ก็ไม่อาจเรียกกลับมาด้วยงบประมาณหรือเทคโนโลยี
บางอัลบั้มเป็นเพียงการบันทึกเสียง บางอัลบั้มเป็นหมุดหมายแห่งแนวทางดนตรี แต่มีเพียงไม่กี่อัลบั้มที่กลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้ฟังสามารถกลับเข้าไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า In the Nightside Eclipse คือสถานที่เช่นนั้น ทุกครั้งที่เสียงแรกดังขึ้น ป่าจะกลับมา ภูเขาจะกลับมา ปราสาทจะจุดไฟบนยอดหอคอย และกองทัพเงาจะเริ่มเคลื่อนผ่านหิมะอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดแก่ลงในอาณาจักรแห่งนี้ ไม่มีรุ่งอรุณมาถึง และไม่มีพระอาทิตย์ดวงใดมีสิทธิ์ขึ้นเหนือขอบฟ้า
ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal มีอัลบั้มที่ดิบกว่า มีอัลบั้มที่โหดกว่า มีอัลบั้มที่อันตรายกว่า และมีอัลบั้มที่ซับซ้อนกว่าถือกำเนิดตามมาอีกนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงไม่กี่ผลงานที่สามารถทำให้ความมืดดูยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ Emperor มิได้เพียงบันทึกเสียงแห่งรัตติกาล พวกเขาสถาปนาราชบัลลังก์ให้มัน มิได้เพียงร้องถึงป่า พวกเขาสร้างป่าขึ้นมาล้อมผู้ฟัง มิได้เพียงกล่าวถึงจักรวรรดิ พวกเขาทำให้จักรวรรดินั้นดำรงอยู่จริงในห้วงเวลา 48 นาที 29 วินาที
และเมื่อมองย้อนกลับไปจากยุคปัจจุบัน เราอาจเข้าใจแล้วว่าเหตุใด In the Nightside Eclipse จึงไม่เคยตาย เพราะมันมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงเสียงเพลงแห่งปี 1994 มันถูกสร้างขึ้นราวกับคำสาป คำสาปซึ่งเดินทางข้ามรุ่น ข้ามทวีป ข้ามเทคโนโลยี และข้ามความเปลี่ยนแปลงแห่งวงการดนตรี จนถึงวันนี้ เมื่อเข็มแผ่นเสียงตกลงบนร่องดำ เมื่อเสียงกีตาร์แรกเริ่มแผ่ตัวออกจากลำโพง ความมืดจาก Norway ก็ยังคงคลานกลับเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ
และที่ใดก็ตามซึ่งความมืดนั้นเดินทางไปถึง จักรพรรดิก็ยังคงประทับอยู่เหนือบัลลังก์นั้น
#Emperor #InTheNightsideEclipse #BlackMetal #NorwegianBlackMetal #SymphonicBlackMetal #Ihsahn #Samoth #Faust #Tchort #CandlelightRecords #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น