100 คำสาปแห่ง Black Metal


B*rz*m – Filosofem

.

บางสงครามที่ไม่ต้องการกองทัพ ไม่มีเสียงปืนใหญ่ ไม่มีม้าศึกควบผ่านทุ่งโลหิต และไม่มีธงของผู้ชนะปักอยู่เหนือกำแพงเมือง เพราะสงครามบางชนิดเกิดขึ้นในความเงียบงัน เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับเงาของตนเอง ระหว่างความทรงจำกับสิ่งที่ถูกเผาทำลาย ระหว่างศรัทธาที่กำลังเน่าเปื่อยกับศรัทธาซึ่งยกไม้กางเขนขึ้นเหนือซากปรักหักพัง และในประวัติศาสตร์อันมืดดำแห่ง Black Metal มีผลงานอยู่ไม่กี่ชิ้นที่ทำให้สงครามเช่นนั้นกลายเป็นสิ่งซึ่งสามารถได้ยิน สามารถสัมผัส และสามารถเดินหลงเข้าไปจนไม่แน่ใจว่าจะหาทางกลับออกมาได้อีกหรือไม่ หนึ่งในนั้นคือ Filosofem อัลบั้มลำดับที่ 4 ของ B*rz*m ผลงานซึ่งมิได้พุ่งเข้าใส่ผู้ฟังด้วยความเร็วแห่งคมดาบ หากค่อยๆ คลี่ความมืดออกเหนือศีรษะอย่างช้าเชื่องช้า ราวหมอกพิษที่ไหลลงมาจากเทือกเขา จนเมื่อรู้ตัวอีกครั้ง โลกทั้งใบก็ไม่เหลือแสงสว่างให้จดจำ

.

Filosofem วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1996 ผ่าน Misanthropy Records ในรูปแบบดั้งเดิมที่กลายเป็นวัตถุแห่งความทรงจำแห่งยุคสมัย ทว่าเสียงทั้งหมดภายในนั้นถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้านั้นเกือบ 3 ปี โดยบันทึกเสียงในเดือนมีนาคม 1993 ณ Breidablik Studio ด้วยฝีมือของ Varg Vikernes ผู้รับผิดชอบเครื่องดนตรี เสียงร้อง และเนื้อร้องทั้งหมด ภายใต้การทำงานด้านการบันทึกเสียงที่เชื่อมโยงกับ Eirik “Pytten” Hundvin บุคคลสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ดนตรีเมทัลแห่งนอร์เวย์ นี่จึงเป็นหนึ่งในความย้อนแย้งอันน่าสะพรึงของอัลบั้ม เพราะเมื่อมันเดินทางมาถึงโลกในปี 1996 โลกแห่ง Norwegian Black Metal ได้ผ่านไฟ ผ่านความตาย ผ่านคดีอาชญากรรม และผ่านการล่มสลายของตำนานยุคแรกไปมากแล้ว แต่เสียงที่ผู้คนได้ยินกลับเป็นเสียงซึ่งถูกฝังอยู่ในปี 1993 ราวศพที่ไม่ยอมเน่า รอเวลาให้ใครบางคนเปิดโลงขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อโลงนั้นถูกเปิด สิ่งที่ลอยออกมามิใช่กลิ่นของอดีต หากเป็นกลิ่นของอนาคต

.

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ Filosofem ยังคงน่าหวาดหวั่นแม้เวลาจะผ่านมา 3 ทศวรรษ เพราะมันมิได้เป็นเพียงผลผลิตแห่ง Norwegian Black Metal ยุคที่ 2 หากเป็นหนึ่งในผลงานที่ผลักภาษาแห่งความมืดออกไปไกลจากกรอบเดิม ในช่วงเวลาที่ Black Metal จำนวนมากยังอาศัยความเร็ว ความรุนแรง ความหยาบกร้าน และภาพลักษณ์ต่อต้านศาสนาเป็นอาวุธหลัก Filosofem กลับเลือกทำสิ่งที่อันตรายกว่า มันลดทอน มันทำซ้ำ มันปล่อยให้ริฟฟ์เพียงไม่กี่ชุดหมุนวนอย่างไร้ความปรานี มันฝังเสียงร้องไว้หลังม่านของ distortion มันทำให้กลองดูเหมือนกองทหารที่กำลังเดินอยู่ไกลออกไปหลังพายุหิมะ และมันยอมให้ synthesizer แทรกตัวเข้ามาเหมือนแสงประหลาดจากดวงดาวซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดควรเงยหน้ามอง

.

ความยิ่งใหญ่ของ Filosofem จึงไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อน หากอยู่ที่ความกล้าหาญในการทำลายความจำเป็นแห่งความซับซ้อนเสียสิ้น อัลบั้มนี้เข้าใจสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้งว่า ความทรมานไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปตลอดเวลา เสียงหยดน้ำในคุกใต้ดินสามารถทำให้มนุษย์เสียสติได้หากมันตกลงบนหินซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจังหวะเดิม เสียงรองเท้าทหารจากปลายทางเดินสามารถน่ากลัวกว่าการระเบิด หากนักโทษรู้ว่าทุกย่างก้าวกำลังเข้ามาหาตน และริฟฟ์กีตาร์หนึ่งริฟฟ์ก็สามารถกลายเป็นจักรวาลได้ หากผู้สร้างรู้ว่าจะปล่อยให้มันหมุนวนอยู่นานเพียงใด จนผู้ฟังเลิกต่อต้านและยอมให้ตนเองถูกกลืนเข้าไป

.

บทแรกแห่งพิธีกรรมคือ “B*rz*m” หรือชื่อที่ผู้คนจำนวนมหาศาลรู้จักในนาม “Dunkelheit” เสียงสังเคราะห์เปิดฉากขึ้นราวแตรจากยอดเขาอันห่างไกล ก่อนกำแพงกีตาร์พร่าแตกจะค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีความต้องการอวดฝีมือ ไม่มีการประกาศชัยชนะ มีเพียงจังหวะที่เดินหน้าอย่างเย็นชา ริฟฟ์ซึ่งหมุนกลับมาหาตัวเอง และเสียงร้องที่ฟังคล้ายมนุษย์ผู้ถูกฝังอยู่ใต้หิมะมาหลายวันแต่ยังไม่ยอมตาย ทุกองค์ประกอบดูเรียบง่ายจนแทบเปลือยเปล่า ทว่าเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน มันกลับสร้างพื้นที่ทางอารมณ์ขนาดมหึมา ราวผู้ฟังยืนอยู่กลางหุบเขาในค่ำคืนที่ไร้ดาวและได้ยินบางสิ่งเรียกชื่อจากอีกฟากหนึ่งแห่งภูเขา

.

“Dunkelheit” คือหนึ่งในหลักฐานชัดเจนที่สุดว่า Black Metal ไม่จำเป็นต้องวิ่งเพื่อไล่ล่าเหยื่อ บางครั้งมันเพียงยืนนิ่งอยู่ในป่า ปล่อยให้เหยื่อเดินเข้ามาหา ความซ้ำของริฟฟ์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นข้อจำกัด แต่เป็นวงเวท ทุกครั้งที่ทำนองเดิมย้อนกลับมา มันมิได้กลับมาเหมือนเดิมเสียทีเดียว เพราะผู้ฟังเปลี่ยนไป ความรู้สึกต่อเวลาเปลี่ยนไป ระยะห่างระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในอัลบั้มลดลงทีละน้อย จนท้ายที่สุดเราไม่ได้กำลังฟังเพลง หากกำลังสิงสู่อยู่ภายในมัน

.

จากนั้น “Jesu død” ก็ปรากฏขึ้นเหมือนกองทหารที่ออกเดินจากป่าสนหลังพิธีฝังศพ หาก “Dunkelheit” คือหมอก “Jesu død” ก็คือคมเหล็ก ริฟฟ์กีตาร์พุ่งซ้ำด้วยความดื้อรั้น จังหวะกลองผลักร่างของบทเพลงไปข้างหน้า และเสียงร้องถูกบิดเบือนจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ มันไม่ใช่ความรุนแรงแบบการปะทะกันตรงหน้า แต่เป็นความรุนแรงของการล้อมเมือง เป็นกองทัพที่รู้ว่ากำแพงจะพังลงในที่สุดจึงไม่มีเหตุผลต้องรีบร้อน ทุกนาทีคือแรงกดดัน ทุกการวนกลับของริฟฟ์คือหินอีกก้อนที่กระแทกประตู และเมื่อเวลาผ่านไป ความซ้ำกลับไม่ทำให้พลังลดลง ตรงกันข้าม มันทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าทางหนีทุกเส้นกำลังถูกปิดตาย

.

สิ่งที่ Filosofem ทำได้อย่างน่าสะพรึงคือการเปลี่ยนข้อบกพร่องตามมาตรฐานการผลิตดนตรีให้กลายเป็นสุนทรียศาสตร์ เสียงกีตาร์แห้ง พร่า และแตกกระจายราวลมหนาวพัดผ่านลวดหนาม เสียงร้องไม่ถูกวางไว้เบื้องหน้าอย่างนักร้องนำ หากดูเหมือนเสียงกรีดร้องจากคนที่อยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยเหลือ ความไม่สะอาดของการบันทึกมิได้ลดทอนบรรยากาศ แต่กลับทำให้ทุกอย่างดูเหมือนเอกสารเสียงที่ถูกค้นพบหลังสงคราม เทปเก่าซึ่งรอดจากไฟไหม้ บ้านร้าง หรือหลุมศพหมู่ และเมื่อเสียงนั้นถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง มันนำบางสิ่งจากอดีตกลับมาด้วย

.

“Beholding the Daughters of the Firmament” เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ซึ่งความรุนแรงเริ่มแปรสภาพเป็นความโศกเศร้า นี่คือบทเพลงที่เปิดฟ้าเหนือสนามรบหลังการสังหารยุติลงชั่วคราว ศพยังนอนอยู่บนพื้น ดินยังชุ่มด้วยเลือด แต่ดวงดาวกลับส่องแสงอย่างไม่แยแสต่อชะตากรรมมนุษย์ ริฟฟ์ของบทเพลงมีคุณสมบัติประหลาด มันทั้งกว้างใหญ่และโดดเดี่ยว ทั้งสง่างามและพังทลาย เสียงร้องฟังเหมือนคำถามที่ไม่มีพระเจ้าองค์ใดคิดจะตอบ และภายใต้ความหยาบกร้านนั้นมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ ความรู้สึกของมนุษย์ผู้ยืนอยู่ตรงชายแดนระหว่างชีวิตกับความตาย มองฤดูกาลที่ตนเองอาจไม่มีวันได้เห็นอีก และเริ่มเข้าใจว่าความเป็นนิรันดร์อาจไม่ใช่พร หากเป็นคำพิพากษา

.

ตรงนี้เองที่ Filosofem แตกต่างจากอัลบั้ม Black Metal จำนวนมากซึ่งใช้ความมืดเป็นเพียงฉากหลัง เพราะสำหรับ B*rz*m ในผลงานชุดนี้ ความมืดมิใช่สีดำบนปกอัลบั้ม มิใช่เครื่องแต่งกาย มิใช่เครื่องหมายกลับหัว และมิใช่เพียงการประกาศสงครามต่อคริสต์ศาสนา ความมืดคือสภาวะแห่งการดำรงอยู่ มันอยู่ในระยะห่างระหว่างมนุษย์กับโลก อยู่ในความรู้สึกเมื่อมองธรรมชาติแล้วตระหนักว่าธรรมชาติไม่เคยรักเรา อยู่ในฤดูหนาวซึ่งไม่ได้เกลียดมนุษย์ แต่พร้อมฆ่ามนุษย์โดยไม่รู้สึกอะไรเลย และอยู่ในความตายซึ่งไม่ต้องการคำอธิบายจากผู้ตาย

.

เมื่อ “Decrepitude I” เริ่มต้น กลองหายไป ราวกองทัพทั้งหมดถูกสังหารในคืนเดียว เหลือเพียงผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายเดินลากเท้าผ่านทุ่งน้ำแข็ง กีตาร์เคลื่อนอย่างเชื่องช้า หนัก และพร่า เสียงร้องลอยอยู่เหนือมันเหมือนวิญญาณที่ยังไม่รู้ว่าตนได้ตายไปแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ Filosofem เริ่มถอดถอนตนเองออกจาก Black Metal ในความหมายสามัญ เครื่องมือทางดนตรีถูกลดลง จังหวะถูกทำให้เหมือนหยุดนิ่ง ความรู้สึกของบทเพลงเริ่มแตกสลาย และสิ่งที่เหลืออยู่คือสภาพแวดล้อม

.

จากนั้นประตูบานใหญ่ก็เปิดออก “Rundtgåing av den transcendentale egenhetens støtte” ความยาวกว่า 25 นาที คือหนึ่งในบทประพันธ์ที่แบ่งผู้ฟังออกเป็น 2 กองทัพอย่างชัดเจน สำหรับบางคน มันคือการทดสอบความอดทนอันไร้เหตุผล เป็นทะเลแห่ง synthesizer ที่วนซ้ำจนเวลาแทบหยุดเดิน สำหรับอีกหลายคน มันคือหัวใจแห่ง Filosofem เป็นทางเดินยาวระหว่างโลกของคนเป็นกับสถานที่ซึ่งไร้นาม และไม่ว่าผู้ฟังจะยืนอยู่ฝ่ายใด ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการวางบทเพลงเช่นนี้ไว้กลางโครงสร้างของอัลบั้มคือการตัดสินใจที่รุนแรงอย่างยิ่ง

.

เพราะ 25 นาทีนั้นไม่ได้พาเราไปไหนตามความหมายปกติ มันบังคับให้เราเดินวนอยู่รอบเสาแห่งความว่างเปล่า ทำนองเคลื่อนช้า ซ้ำ และแทบไม่สนใจความต้องการของผู้ฟัง เวลาเริ่มสูญเสียรูปร่าง นาทีที่ 5 กับนาทีที่ 15 อาจกลายเป็นสถานที่เดียวกัน ความคิดเริ่มหลุดจากโครงสร้าง และหากยอมจำนนต่อมัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะคล้ายการเดินกลางป่าหิมะเป็นเวลานานเกินไป จนต้นไม้ทุกต้นดูเหมือนต้นเดิม รอยเท้าของเราอาจเป็นรอยเท้าที่เดินผ่านไปเมื่อชั่วโมงก่อน และคำถามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ว่าเราจะออกจากป่าได้หรือไม่ แต่คือเราเคยเดินออกจากจุดเริ่มต้นจริงหรือเปล่า

.

นี่คือจุดที่อิทธิพลแห่ง Filosofem แผ่กว้างเกินกว่าขอบเขตของอัลบั้มหนึ่งชุด ความคิดเรื่อง repetition ในฐานะเครื่องมือสร้างภวังค์ การใช้ lo-fi production เพื่อทำให้เสียงกลายเป็นภูมิประเทศ การเชื่อม Black Metal เข้ากับ ambient และการปล่อยให้บทเพลงยาวนานเกินกว่าความสะดวกของผู้ฟัง ล้วนกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่แตกแขนงออกไปในโลกแห่ง Atmospheric Black Metal, Ambient Black Metal, Depressive Black Metal และงานทดลองชายขอบอีกนับไม่ถ้วนในเวลาต่อมา บางวงรับเอาความหนาว บางวงรับเอาความซ้ำ บางวงรับเอาความโดดเดี่ยว บางวงรับเอาความคิดที่ว่า Black Metal ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงในความหมายเดิม แต่อาจเป็นสถานที่ เป็นสภาพอากาศ เป็นความทรงจำ หรือเป็นโรคที่ค่อยๆ กัดกินจิตใจ

.

ท้ายที่สุด “Decrepitude II” กลับมาเหมือนศพเดิมที่ถูกพบอีกครั้งหลังหิมะละลาย โครงร่างคุ้นเคยจากภาคแรกปรากฏขึ้น แต่เสียงร้องหายไป สิ่งที่เคยคร่ำครวญบัดนี้เงียบงัน ราวผู้ตายยอมรับชะตากรรมแล้ว หรืออาจไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ให้ยอมรับอะไรอีก ความคล้ายคลึงระหว่าง 2 ภาคไม่ใช่เพียงการทำซ้ำ หากทำหน้าที่เหมือนภาพก่อนและหลังสงคราม สถานที่เดียวกัน ภูเขาลูกเดิม ป่าแห่งเดิม ท้องฟ้าเดิม แต่สิ่งมีชีวิตซึ่งเคยยืนอยู่ตรงนั้นหายไปหมดแล้ว

.

ความเงียบงันแห่ง “Decrepitude II” จึงอาจเป็นบทสรุปที่โหดร้ายที่สุดของอัลบั้ม เพราะหลังจากเสียงร้อง เสียงกรีด เสียงกลอง และการดิ้นรนทั้งหมด สิ่งสุดท้ายที่รออยู่มิใช่ชัยชนะของฝ่ายใด หากเป็นความเงียบ ธรรมชาติยังคงอยู่ ภูเขายังคงอยู่ กลางคืนยังคงมาเยือน ฤดูหนาวยังคงปกคลุมผืนดิน และมนุษย์ผู้เคยคิดว่าความเจ็บปวดของตนยิ่งใหญ่เหนือจักรวาลกลับหายไปโดยแทบไม่ทิ้งร่องรอย

.

งานศิลป์ของ Filosofem ยิ่งทำให้โลกดังกล่าวสมบูรณ์ขึ้น ปกอัลบั้มนำรายละเอียดจากผลงานของ Theodor Kittelsen จิตรกรชาวนอร์เวย์ผู้มีชีวิตระหว่างปี 1857-1914 มาใช้ โดยภาพด้านหน้าสัมพันธ์กับผลงาน Op Under Fjeldet Toner en Lur

.

#Filosofem #BlackMetal #AtmosphericBlackMetal #AmbientBlackMetal #DarkAmbient #NorwegianBlackMetal #MisanthropyRecords #TheodorKittelsen #ExtremeMusic #TerritoryMag

ความคิดเห็น