100 คำสาปแห่ง Black Metal
Bathory – Under the Sign of the Black Mark
ก่อนที่ป่าสนแห่งนอร์เวย์จะถูกจุดด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง ก่อนที่ซากโบสถ์จะกลายเป็นตราประทับแห่งยุคสมัย ก่อนที่ Black Metal จะกลายเป็นคำประกาศสงครามทางจิตวิญญาณของคนหนุ่มผู้ชิงชังโลก เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวแห่งสวีเดน ร่างนั้นไม่ใช่กองทัพ ไม่ใช่ลัทธิ ไม่ใช่พิธีกรรมที่มีสาวกนับพัน หากเป็นเพียงชายคนหนึ่งนาม Quorthon ผู้หยิบกีตาร์ขึ้นมาเหมือนหยิบดาบสนิมจากหลุมศพ แล้วใช้เสียงดนตรีเขียนคำสาปลงบนแผ่นเสียงสีดำนาม Under the Sign of the Black Mark อัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ของ Bathory ซึ่งออกจำหน่ายวันที่ 11 พฤษภาคม 1987 ผ่านค่าย Under One Flag รหัส FLAG 11 ในรูปแบบ 12 นิ้ว 33⅓ RPM และจากวันนั้น Extreme Metal ก็ไม่เคยกลับไปยืนอยู่ใต้แสงเดิมอีกเลย
หาก Bathory ในปี 1984 คือเสียงแรกของสัตว์ร้ายที่เพิ่งคลานออกจากรอยแยกแห่งพื้นดิน และ The Return...... ในปี 1985 คือเสียงคำรามจากปากถ้ำที่เปื้อนเลือด Under the Sign of the Black Mark ก็คือวินาทีที่สัตว์ร้ายนั้นยืนเต็มความสูง เงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วประกาศว่าแสงทั้งหมดต้องถูกกลืนกิน มันเป็นดั่งภูมิประเทศแห่งนรกที่ถูกสร้างด้วยเสียงกีตาร์อันแหลมคม กลองที่เหมือนฝีเท้ากองทัพแห่งซากศพ และเสียงร้องของ Quorthon ที่ฟังคล้ายผู้เผยวจนะซึ่งถูกฝังทั้งเป็นแล้วยังไม่ยอมตาย เขาร้องเพลงดั่งกำลังขุดคุ้ยเถ้าถ่านแห่งศรัทธา ขูดเล็บลงบนฝาโลง และเรียกสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งความมืดให้ลุกขึ้นรับใช้ธงดำผืนใหม่
อัลบั้มนี้บันทึกที่ Heavenshore Studio, Stockholm ในเดือนกันยายน 1986 และผสมเสียงในสถานที่เดียวกัน ตามข้อมูลประกอบของอัลบั้ม ขณะที่เครดิตระบุว่า Quorthon เป็นผู้รับหน้าที่ร้อง กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด แต่งเพลง และเขียนเนื้อร้องทั้งหมด นั่นทำให้ Under the Sign of the Black Mark มีลักษณะเหมือนพิธีกรรมส่วนตัวมากกว่างานของวงในความหมายปกติ มันคือห้องมืดที่ชายคนหนึ่งปิดประตูขังตัวเองไว้กับปีศาจในหัว กับตำนานนอกรีต กับความเร็วของ Punk กับโครงกระดูกแห่ง Heavy Metal และกับความหนาวเย็นของโลกหลังพระเจ้าถูกปลดออกจากบัลลังก์
โครงสร้างของอัลบั้มถูกแบ่งเป็น 2 ด้านราวกับตำรามนต์ดำ ด้านแรกคือ “Darkness” เปิดด้วย “Nocternal Obeisance” บทนำสั้นๆ ที่เหมือนหมอกดำคลานผ่านสุสาน ก่อนจะถูกฉีกกระชากด้วย “Massacre” ซึ่งพุ่งเข้าใส่ผู้ฟังเหมือนทหารม้าจากแดนนรก จากนั้น “Woman of Dark Desires” ก็ปรากฏขึ้นด้วยแรงดึงดูดแห่งบาป เพลงนี้เล่าเรื่องความมืดที่มีรูปร่าง มีลมหายใจ และมีดวงตาที่จ้องกลับมาจากอีกฟากแห่งเทียนสีดำ “Call from the Grave” คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ Bathory เปลี่ยนความเชื่องช้าให้กลายเป็นพิธีฝังศพอันยิ่งใหญ่ ทุกจังหวะเหมือนดินที่ตกลงบนฝาโลง ทุกคอร์ดเหมือนระฆังที่ดังจากหมู่บ้านร้าง ส่วน “Equimanthorn” ปิดด้านแรกด้วยความโกลาหลประหนึ่งศึกแห่งวิญญาณที่ลากกองทัพไร้นามข้ามทุ่งน้ำแข็งไปสู่สนามรบแห่งสุดท้าย
ด้านที่ 2 คือ “Evil” และนามของมันไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่ง หากเป็นประกาศสงคราม “Enter the Eternal Fire” ยาวเกือบ 7 นาทีและเปิดพื้นที่ให้ Bathory แสดงด้านมหากาพย์อย่างน่าสะพรึง มันคือเปลวไฟนิรันดร์ที่ไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่เผากระดูก เผาคัมภีร์ เผาภาพนักบุญบนผนังโบสถ์ให้กลายเป็นเขม่าดำ “Chariots of Fire” กระแทกเข้ามาราวกับล้อเหล็กบนถนนที่เต็มไปด้วยหิน ขณะที่ “13 Candles” สร้างบรรยากาศพิธีกรรมซึ่งเทียนแต่ละเล่มไม่ได้นำแสงมาสู่มนุษย์ แต่เปิดทางให้เงาเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม ก่อนที่ “Of Doom......” จะปิดฉากอัลบั้มด้วยความรู้สึกเหมือนผู้ฟังถูกทิ้งไว้หลังสงคราม ท่ามกลางควันไฟ ซากศพ และท้องฟ้าที่ไม่มีคำอภัยเหลืออยู่
สิ่งสำคัญของ Under the Sign of the Black Mark ไม่ได้อยู่แค่ความดิบหรือความรุนแรง หากอยู่ที่การจัดวางบรรยากาศให้กลายเป็นอาวุธ ในยุคที่ Metal จำนวนมากยังวัดกันด้วยความคมแห่งริฟฟ์ ความเร็วของกลอง หรือความสูงของเสียงร้อง Bathory กลับทำให้อากาศรอบบทเพลงมีน้ำหนักเหมือนหมอกพิษ ทุกเสียงแตกพร่า ทุกความไม่สมบูรณ์ ทุกการสั่นไหวของการบันทึก กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวทมนตร์ ไม่มีอะไรสะอาด ไม่มีอะไรปลอดภัย ไม่มีอะไรถูกขัดเงาให้พร้อมวางบนแท่นบูชาในตลาดเพลง แต่ทั้งหมดนั้นคือเหตุผลที่มันทรงพลัง เพราะความน่ากลัวของอัลบั้มนี้ไม่ได้มาจากการประดิษฐ์ฉากสยอง หากมาจากความรู้สึกว่าผู้บันทึกเสียงเหล่านี้เชื่อจริงๆ ว่าตนกำลังเปิดประตูบางบานซึ่งไม่ควรถูกเปิดออก
ในเชิงประวัติศาสตร์ อัลบั้มนี้มักถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในหมุดหมายสำคัญแห่ง Black Metal และมีอิทธิพลต่อฉาก Norwegian Black Metal ที่จะผงาดขึ้นในเวลาต่อมา ข้อความนั้นฟังเรียบง่ายเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันทำกับจินตนาการของคนรุ่นหลัง เพราะ Under the Sign of the Black Mark ไม่ได้เพียงส่งต่อรูปแบบเสียง แต่มอบภาษาของความมืดให้กับยุคสมัย มันสอนให้ Black Metal เข้าใจว่าเสียงที่หยาบกระด้างสามารถเป็นสถาปัตยกรรม ความมืดสามารถมีโครงสร้าง ความเกลียดชังสามารถกลายเป็นพิธีกรรม และความเปลี่ยวเดียวดายของคนคนหนึ่งสามารถกลายเป็นกองทัพที่เดินต่อไปอีกหลายทศวรรษ
ภาพปกของอัลบั้มเองก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งตำนาน ร่างนักรบปีศาจที่ยืนกลางฉากโอ่อ่ามืดหม่นไม่ได้ดูเหมือนตัวละครแฟนตาซีธรรมดาๆ แต่เหมือนรูปเคารพแห่งยุคใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิด จากข้อมูลระบุว่า Leif Ehrnborg นักเพาะกายชาวสวีเดนเป็นผู้โพสท่าบนปกอัลบั้มที่ Swedish National Opera ซึ่งรายละเอียดนี้ยิ่งเพิ่มความรู้สึกประหลาดให้กับงาน ราวกับ Bathory ไปยึดพื้นที่แห่งศิลปะชั้นสูง แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแท่นประกอบพิธีแห่งความอัปมงคล ภายใต้ความอลังการของฉากหลัง ร่างนั้นยืนเหมือนนายพลแห่งกองทัพนรก ผู้ไม่ต้องขยับแม้แต่น้อยก็ทำให้ผู้พบเห็นได้ยินเสียงกลองศึกดังขึ้นในหัว
รายละเอียดเล็กๆ ในฉบับแผ่นเสียงดั้งเดิมยิ่งทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นวัตถุต้องสาปในจินตนาการของนักฟังเพลง Metal ไม่ว่าจะเป็นซองในที่พิมพ์มาพร้อมแผ่น การสะกดชื่อ “Nocternal” แบบผิดซ้ำตามข้อมูลประกอบ หรือร่องด้านในของแผ่นไวนิลที่มีการจารึกข้อความ “HAIL SATAN” ทั้ง 2 ด้าน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลูกเล่น หากเป็นส่วนหนึ่งแห่งพิธีกรรมทางวัตถุที่ทำให้แผ่นเสียงชุดนี้มีสถานะเกินกว่าอัลบั้มเพลง มันคือเครื่องรางสีดำ เป็นชิ้นส่วนจากแท่นบูชาของยุคแรก เป็นซากอาวุธที่หลงเหลือจากสงครามระหว่าง Metal กับศรัทธาดั้งเดิม
เมื่อมองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน Under the Sign of the Black Mark อาจไม่ใช่อัลบั้มที่ยาวที่สุด ไม่ใช่อัลบั้มที่โปรดักชันสมบูรณ์ที่สุด และไม่ใช่อัลบั้มที่พยายามอธิบายตัวเองมากที่สุด แต่มันคือหนึ่งในอัลบั้มที่สำคัญที่สุดของ Black Metal เพราะมันมาถึงในช่วงเวลาที่ความมืดยังไม่ถูกทำให้เป็นสูตรสำเร็จ ยังไม่ถูกบรรจุในภาพจำสำเร็จรูป ยังไม่ถูกแยกเป็นแฟชั่น ฉาก หรือคำโฆษณา มันเป็นความมืดในสภาพดิบๆ เป็นควันแรกหลังการระเบิด เป็นโลหิตที่ยังไม่แห้งบนพื้นหิน และเป็นเสียงหัวเราะแห่งปีศาจที่ดังขึ้นก่อนที่โลกจะรู้ว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนไป
Bathory ในอัลบั้มนี้ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใด ไม่ได้ร้องขอความเข้าใจ ไม่ได้เจรจากับรสนิยมของผู้ฟัง แต่มันบุกเข้ามาเหมือนกองทัพในยามรุ่งสาง เผาธงเก่า ทุบรูปเคารพ และปักตราสีดำของตนลงบนซากวิหาร ความสำเร็จที่แท้จริงของ Under the Sign of the Black Mark อัลบั้มคลาสสิกที่สร้างแผนที่ให้คนรุ่นหลังเดินเข้าสู่ป่าแห่งความมืดโดยไม่ต้องมีคบไฟนำทาง เพราะเมื่อ Bathory วางตราสีดำนี้ไว้บนโลก Black Metal ก็ไม่ได้เป็นแค่เสียงดนตรีอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นคำสาป เป็นพงศาวดาร เป็นสงครามที่สืบทอดผ่านความตาย เถ้าถ่าน และศรัทธาที่ถูกพลิกกลับด้านจนกลายเป็นเปลวไฟ
#Bathory #UnderTheSignOfTheBlackMark #Quorthon #BlackMetal #FirstWaveBlackMetal #SwedishBlackMetal #ExtremeMetal #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น