GODFATHER OF DEATH METAL เมื่อโลกยังเดินตามรอยเท้าของ Chuck Schuldiner


ก่อนที่ผู้คนจะรู้จัก Death Metal ในฐานะหนึ่งในรูปแบบดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวัฒนธรรมใต้ดิน ก่อนที่เทศกาลเมทัลขนาดใหญ่จะเต็มไปด้วยวงดนตรีสุดขั้วนับร้อย ก่อนที่นักดนตรีรุ่นใหม่จะพยายามผลักดันขอบเขตแห่งความหนักหน่วง เทคนิค และความลุ่มลึกทางศิลปะให้ไกลออกไปจนแทบมองไม่เห็นเส้นแบ่งระหว่างดนตรีและงานศิลป์ ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุแห่งรัฐฟลอริดา เขาถือกีตาร์ไว้ในมือและมีความเชื่อเพียงอย่างเดียวว่า Extreme Metal สามารถเป็นอะไรได้มากกว่าที่ผู้คนจินตนาการ ชายผู้นั้นคือ Chuck Schuldiner และหลาย 10 ปีหลังจากวันที่หัวใจของเขาหยุดเต้น กระแสแห่งเมทัลยังคงเดินอยู่บนถนนที่เขาเป็นผู้สร้าง

ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่ง Heavy Metal มักมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่าใครบ้างควรได้รับการจารึกนามไว้บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของแนวดนตรีนี้ นามของ Ozzy Osbourne มักถูกกล่าวถึงในฐานะผู้เปิดประตูสู่โลกอันมืดมิด Tony Iommi คือสถาปนิกผู้หล่อหลอมริฟฟ์เหล็กกล้าชุดแรกของโลก James Hetfield คือแม่ทัพผู้ยกระดับ Thrash Metal ให้กลายเป็นจักรวรรดิระดับโลก ขณะที่ Lemmy Kilmister และ Rob Halford ต่างก็เป็นเสาหลักซึ่งช่วยกำหนดรูปลักษณ์ ทัศนคติ และพลังงานแห่งเมทัลให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้จักในทุกวันนี้ แต่ท่ามกลางรายนามเหล่านั้น กลับมีนามหนึ่งที่มักถูกละเลยจากการสนทนาในกระแสหลัก ทั้งที่อิทธิพลของเขาแผ่ซ่านอยู่ในเส้นเลือดแห่งซาวด์สุดขั้วแทบทุกแขนง นามนั้นคือ Chuck Schuldiner

หาก Tony Iommi เป็นผู้ให้กำเนิดริฟฟ์หนักหน่วง Chuck Schuldiner ก็คือผู้สร้างภาษาแห่ง Death Metal ขึ้นมาใหม่ เมื่ออัลบั้ม Scream Bloody Gore ปรากฏตัวในปี 1987 มันไม่ได้เป็นเพียง Thrash Metal ที่เล่นเร็วขึ้นหรือโหดขึ้น แต่มันคือการกำเนิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ ซาวด์กีตาร์ที่หนาทึบเหมือนกำแพงหินในสุสาน เสียงร้องที่ฟังราวกับหลุดออกมาจากโพรงแห่งความตาย และบรรยากาศอันอึดอัดที่เหมือนผู้ฟังกำลังถูกขังอยู่ในห้องเก็บศพใต้ดิน ทั้งหมดกลายเป็นรากฐานสำคัญของสิ่งที่โลกจะเรียกว่า Death Metal ในเวลาต่อมา ขณะที่หลายวงกำลังพยายามสำรวจขอบเขตใหม่แห่ง Thrash Metal Chuck กลับกำลังสร้างทวีปใหม่ขึ้นมา

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากผู้บุกเบิกคนอื่นไม่ได้อยู่ที่การสร้างแนวดนตรีเท่านั้น หากอยู่ที่ความกล้าที่จะทำลายกรอบที่ตนเองสร้างขึ้นมา ในช่วงเวลาที่วงการ Florida Death Metal กำลังไล่ตามความดิบเถื่อนแห่ง Leprosy และพยายามผลักความรุนแรงให้ถึงขีดสุด Chuck กลับหันหลังให้สนามรบเดิมและก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เขาเริ่มเติมโครงสร้างแบบ Progressive Music แนวคิดจาก Jazz เมโลดี้แบบ Neoclassical และรายละเอียดทางเทคนิคอันสลับซับซ้อนลงไปในดนตรีของ Death ผลลัพธ์คืออัลบั้มอย่าง Human, Individual Thought Patterns, Symbolic และ The Sound Of Perseverance ที่ยังคงถูกยกย่องในฐานะมาตรฐานสูงสุดแห่งดนตรี Extreme Metal จนถึงทุกวันนี้

ความยิ่งใหญ่ของ Chuck ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือตำแหน่งบนชาร์ตเพลง แต่วัดจากจำนวนชีวิตที่เขาเปลี่ยนแปลงได้ หลังจากการจากไปของเขาในปี 2001 หลายคนคิดว่าตำนานของ Death คงถูกเก็บไว้ในชั้นหนังสือประวัติศาสตร์เหมือนเรื่องราวของวงคลาสสิกอีกนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป อิทธิพลของเขากลับยิ่งขยายตัวดั่งเงาดำที่ทอดยาวขึ้นเรื่อยๆ บนผืนดินแห่งเมทัล วงดนตรีรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงเดินตามรอยเท้าที่เขาทิ้งไว้ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Blood Incantation วงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในยุคปัจจุบัน พวกเขาผสมผสานความดิบดั้งเดิมแห่ง Death Metal เข้ากับบรรยากาศแบบ Progressive Rock และ Cosmic Music ได้อย่างน่าทึ่ง แต่ภายใต้โครงสร้างอันลุ่มลึกเหล่านั้นยังคงมีจิตวิญญาณของ Chuck Schuldiner ซ่อนอยู่ในทุกอณู ตั้งแต่แนวคิดเรื่องการผลักดันขอบเขตแห่งซาวด์ ไปจนถึงความเชื่อที่ว่า Extreme Metal สามารถเป็นศิลปะชั้นสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียความดุดัน

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง Gruesome กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้พยายามซ่อนอิทธิพลของ Death ไว้เบื้องหลัง แต่ยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่าการมีอยู่ของวงคือการสดุดีต่อผลงานยุคคลาสสิกของ Chuck ทุกริฟฟ์ ทุกโครงสร้างเพลง และทุกบรรยากาศในผลงานของ Gruesome คือบทพิสูจน์ว่าแนวทางการแต่งเพลงของ Chuck ไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจ แต่กลายเป็นสำนักทางดนตรีที่มีศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าศึกษาและสืบทอด

แม้กระทั่งบนเวทีการแสดงสด เปลวไฟที่เขาจุดเอาไว้ก็ยังไม่เคยดับมอด Left To Die โปรเจกต์ที่รวมอดีตสมาชิกยุคคลาสสิกของ Death อย่าง Terry Butler และ Rick Rozz เข้ากับนักดนตรีรุ่นหลัง ได้กลายเป็นเสมือนขบวนทหารเฝ้าสุสานที่คอยปกป้องมรดกของ Chuck จากการถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา พวกเขาเดินทางไปทั่วโลก เล่นบทเพลงจาก Scream Bloody Gore และ Leprosy ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส บางคนในผู้ชมไม่เคยมีโอกาสเห็น Chuck บนเวทีจริงแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่บทเพลงเหล่านั้นดังก้องขึ้น ความรู้สึกก็ไม่ต่างจากการได้เห็นวิญญาณของเขากลับมามีชีวิตอีกครั้งท่ามกลางแสงไฟและเสียงคำราม

บางทีความยิ่งใหญ่ที่สุดของ Chuck Schuldiner อาจไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Death Metal แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าดนตรีสุดขั้วสามารถเติบโตได้ไม่รู้จบ เขาไม่เคยมองความหนักหน่วงเป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ เสมอ ขณะที่คนอื่นกำลังสร้างกำแพง เขากลับมองหาทางเดินที่อยู่ถัดจากกำแพงนั้น ขณะที่คนอื่นพอใจกับความสำเร็จ เขากลับเริ่มต้นทดลองสิ่งใหม่อีกครั้ง และนั่นคือเหตุผลที่แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 2 ทศวรรษหลังการจากไปของเขา นามของ Chuck Schuldiner ยังคงถูกกล่าวถึงราวกับเขาเพิ่งวางกีตาร์ลงเมื่อวาน

หากเกณฑ์ของการเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เมทัลคือการสร้างแนวดนตรีขึ้นมาด้วยมือของตนเอง การเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นแล้วรุ่นเล่า และการทิ้งผลงานที่ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดแห่งวงการแม้เวลาจะผ่านไปหลาย 10 ปี Chuck Schuldiner ย่อมผ่านทุกเงื่อนไขนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักกีตาร์ ไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง หรือหัวหน้าวง Death หากแต่เป็นสถาปนิกแห่งจักรวาลทั้งใบ เป็นบิดาแห่ง Death Metal เป็นนักปฏิวัติผู้ไม่เคยหยุดเดินหน้า และเป็นวิญญาณนิรันดร์ที่ยังคงสถิตอยู่ในทุกเสียงคำรามแห่ง Extreme Metal ตราบเท่าที่ยังมีคนหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นริฟฟ์หนักหน่วง ตราบเท่าที่ยังมีผู้ฝันที่จะผลักขอบเขตแห่งซาวด์ให้ไกลยิ่งกว่าเดิม นามของ Chuck Schuldiner จะยังคงถูกจารึกอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่ง Heavy Metal ตลอดกาล

#ChuckSchuldiner #Death #DeathMetal #GodfatherOfDeathMetal #Symbolic #Human #TheSoundOfPerseverance #BloodIncantation #Gruesome #LeftToDie #MetalHistory #ExtremeMetal #TerritoryMag

ความคิดเห็น