100 คำสาปแห่ง Black Metal


Immortal – At the Heart of Winter

ณ ดินแดนซึ่งฤดูหนาวไม่เคยสิ้นสุด ที่ซึ่งลมหายใจแห่งพายุหิมะกรีดร้องผ่านยอดเขา มีเพียงเงาปราสาทดำทะมึนยืนต้านกาลเวลา และกองทัพนักรบไร้นามเดินฝ่าความตายท่ามกลางความมืดอันไม่มีจุดจบ ดินแดนนั้นไม่มีอยู่บนแผนที่โลก ไม่มีพรมแดน ไม่มีธงชาติ ไม่มีประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยมนุษย์ หากแต่เหล่าสาวก Black Metal รู้จักกันดีในนาม Blashyrkh อาณาจักรน้ำแข็งนิรันดร์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากจินตนาการแห่ง Immortal

ปลายทศวรรษ 1990 คือช่วงเวลาที่คลื่นลูกแรกแห่ง Norwegian Black Metal ผ่านพ้นความโกลาหล หลายวงยังคงยึดติดอยู่กับความดิบ ความรุนแรง และความสกปรกแห่งซาวด์ดั่งอาวุธสงครามที่ขึ้นสนิม แต่ในปี 1999 Immortal กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ต้องการเพียงสร้างอัลบั้ม Black Metal อีกชุดหนึ่ง หากต้องการสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาจากเสียงกีตาร์และพายุหิมะ At the Heart of Winter คือผลลัพธ์แห่งความทะเยอทะยานครั้งนั้น และเป็นผลงานที่พิสูจน์ว่าดนตรีเมทัลสามารถยิ่งใหญ่ สง่างาม และเปี่ยมด้วยจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียความดิบหรือความมืดมนที่เป็นหัวใจแห่งแนวทาง

หลังจากความดุเดือดคลุ้มคลั่งของ Blizzard Beasts ในปี 1997 วงเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน เมื่อ Demonaz มือกีตาร์และผู้สร้างตำนานแห่ง Blashyrkh ประสบอาการบาดเจ็บจนไม่สามารถเล่นกีตาร์ได้อีก หน้าที่การประพันธ์เนื้อเพลงยังคงอยู่ในมือของเขา แต่ตำแหน่งกีตาร์ถูกส่งต่อให้ Abbath ผู้ซึ่งรับหน้าที่ทั้งร้องนำ กีตาร์ เบส และเรียบเรียงดนตรีเกือบทั้งหมด ขณะที่ Horgh ยังคงประจำการอยู่หลังชุดกลองราวกับแม่ทัพผู้บัญชาการสมรภูมิ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความถดถอยของวงอย่างที่หลายคนกังวลในเวลานั้น หากกลับกลายเป็นการถือกำเนิดแห่งผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ Black Metal และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Immortal ก้าวข้ามสถานะของวงชั้นนำจากนอร์เวย์ไปสู่การเป็นตำนาน

ตั้งแต่วินาทีแรกของ “Withstand the Fall of Time” ผู้ฟังจะสัมผัสได้ทันทีว่าบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป เสียงกีตาร์ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ผู้ฟังราวกับมีดสั้นเปื้อนเลือดเหมือนในอดีต แต่กลับเคลื่อนตัวอย่างสง่างามและทรงพลังราวกองทัพม้าศึกที่ควบผ่านทุ่งน้ำแข็งอันไร้ขอบเขต ริฟฟ์แต่ละช่วงเต็มไปด้วยรายละเอียด ซับซ้อน หนักแน่น และเปี่ยมด้วยกลิ่นอาย Heavy Metal แบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความหนาวเหน็บแห่ง Black Metal เอาไว้อย่างสมบูรณ์ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Immortal เพราะแทนที่จะพึ่งพาเพียงกำแพงเสียง Tremolo Picking แบบเดิม วงกลับเลือกสร้างบทเพลงจากริฟฟ์ที่มีเอกลักษณ์และความทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ทุกเพลงมีบุคลิกเฉพาะตัว ราวกับแต่ละบทคือหน้าหนึ่งของมหากาพย์แห่งสงครามที่เล่าถึงการเดินทางผ่านอาณาจักรน้ำแข็งอันเป็นนิรันดร์

“Solarfall” เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ที่ตกสู่ขอบฟ้าท่ามกลางพายุหิมะ เสียงกีตาร์โปร่งและท่วงทำนองอันงดงามสอดแทรกเข้ามาอย่างแยบยล ขณะที่ “Tragedies Blows at Horizon” ขยายขอบเขตแห่งความยิ่งใหญ่ให้กว้างขึ้นจนผู้ฟังรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนยอดเขาสูงสุดของโลก มองดูมหาสงครามระหว่างแสงและความมืดที่กำลังปะทุขึ้นเบื้องหน้า เมื่อเข้าสู่ “Where Dark and Light Don't Differ” เส้นแบ่งระหว่างความหวังและความสิ้นหวังก็เริ่มเลือนราง โซโลกีตาร์ทอดยาวราวแสงสุดท้ายก่อนค่ำคืนจะกลืนกินทุกสิ่ง ขณะที่บทเพลงนามเดียวกันกับอัลบั้ม “At the Heart of Winter” คือหัวใจที่แท้จริงของผลงานชุดนี้ มันเป็นเหมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้าสู่ Blashyrkh ดินแดนซึ่งกาลเวลาแข็งตัวอยู่ใต้ธารน้ำแข็งนับพันปี และเป็นช่วงเวลาที่แนวคิดทั้งหมดของอัลบั้มถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้แตกต่างจากงาน Black Metal ร่วมยุคคือความสามารถในการผสานความยิ่งใหญ่เข้ากับความกระชับ เพลงแต่ละบทมีความยาวเกือบ 8 ถึง 9 นาที แต่กลับไม่รู้สึกเยิ่นเย้อแม้แต่น้อย ทุกช่วงเวลาถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ทุกริฟฟ์มีจุดหมาย ทุกการเปลี่ยนจังหวะมีความหมาย ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความน่าเบื่อ และไม่มีช่วงใดที่ฟังดูเหมือนการเติมเวลาให้ครบความยาวของเพลง ความสามารถในการควบคุมโครงสร้างเพลงระดับนี้ทำให้อัลบั้มมีลักษณะคล้ายงานประพันธ์เชิงมหากาพย์มากกว่าเป็นเพียงชุดเพลง Extreme Metal ทั่วไป เสมือนผู้ฟังกำลังเดินทางผ่านภูมิประเทศแห่งจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดและมีชีวิตชีวา

เหนือสิ่งอื่นใด เสียงร้องของ Abbath คืออีกหนึ่งอาวุธสำคัญ มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของปีศาจแบบดั้งเดิม หากเป็นเสียงคำรามแหบต่ำราวสัตว์ร้ายโบราณที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลใต้ธารน้ำแข็งมานับพันปี เสียงนั้นเต็มไปด้วยความดิบ ความเย็นชา และความยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน ทำให้เรื่องราวทั้งหมดในอัลบั้มดูมีชีวิตขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น ส่วน Horgh ก็พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหนึ่งในมือกลองที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุคสมัย จังหวะ Blast Beat ถูกใช้ด้วยความแม่นยำราวเครื่องจักรสงคราม ขณะเดียวกันการสอดแทรก Fill และการเปลี่ยนจังหวะต่างๆ ก็ช่วยให้บทเพลงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องราวพายุหิมะที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทั้ง 2 คนทำงานร่วมกันอย่างลงตัวจนสามารถสร้างสมดุลระหว่างความดุดันและความยิ่งใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง

At the Heart of Winter ถูกบันทึกเสียงที่ Abyss Studio ประเทศสวีเดน ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1998 ก่อนออกวางจำหน่ายผ่าน Osmose Productions เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1999 อัลบั้มชุดนี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม และในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกยกย่องมากที่สุดของวง มีการผลิตซ้ำทั้งในรูปแบบ CD, Vinyl และ Cassette อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ราวกับมันไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำแห่ง Extreme Metal เลยแม้แต่น้อย ความสำเร็จของอัลบั้มไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงของวงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพของบทเพลงที่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลา และยังคงฟังดูทรงพลังไม่ต่างจากวันที่มันถูกปล่อยออกมาครั้งแรก

หาก Black Metal ยุคแรกคือเสียงกรีดร้องจากสุสาน หาก De Mysteriis Dom Sathanas คือพิธีกรรมแห่งความมืด และ Hvis Lyset Tar Oss คือการเดินทางสู่ความโดดเดี่ยวอันไร้ที่สิ้นสุด At the Heart of Winter ก็คือมหากาพย์สงครามแห่งหิมะและเหล็กกล้า เป็นภาพวาดขนาดมหึมาของโลกที่ไม่มีอยู่จริง แต่กลับรู้สึกมีชีวิตยิ่งกว่าความจริงเสียอีก มันคือผลงานที่แสดงให้เห็นว่า Black Metal ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่กับความสกปรก ความดิบ หรือความเกลียดชังเพียงอย่างเดียว หากยังสามารถเป็นศิลปะที่สร้างโลก สร้างตำนาน และสร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่ได้ในระดับเดียวกับวรรณกรรมแฟนตาซีหรือภาพยนตร์มหากาพย์

20 กว่าปีผ่านไป ปราสาทกลางหุบเขาหิมะบนปกอัลบั้มยังคงยืนตระหง่านอยู่เช่นเดิม ลมหนาวยังคงพัดผ่านกำแพงหินโบราณ และเสียงกีตาร์ของ Abbath ยังคงดังก้องอยู่เหนือยอดเขาในดินแดนแห่ง Blashyrkh เพราะหัวใจแห่งฤดูหนาวไม่เคยเต้นเพื่อความอบอุ่น แต่มันเต้นเพื่อความเป็นอมตะ และนั่นคือเหตุผลที่ At the Heart of Winter ยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลแห่ง Black Metal จนถึงทุกวันนี้

#Immortal #AtTheHeartOfWinter #Blashyrkh #NorwegianBlackMetal #OsmoseProductions #BlackMetal #TerritoryMag

ความคิดเห็น