100 คำสาปแห่ง Black Metal
Satyricon – Nemesis Divina
ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal อัลบั้มจำนวนมากถูกจดจำในฐานะผลงานยอดเยี่ยม บางอัลบั้มถูกยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญแห่งยุคสมัย และบางอัลบั้มถูกพูดถึงราวกับเป็นอาวุธสงครามซึ่งเปลี่ยนภูมิประเทศของแนวดนตรีไปตลอดกาล หากย้อนกลับไปยังกลางทศวรรษ 1990 ช่วงเวลาที่เปลวเพลิงแห่ง Norwegian Black Metal ยังคงลุกโชนเหนือเทือกเขา ป่าสน และโบสถ์เก่าแก่แห่งสแกนดิเนเวีย ผู้คนกำลังมองเห็นการกำเนิดแห่งกองทัพดนตรีรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงต้องการสร้างเสียงที่หนักหน่วงกว่าเดิม แต่ยังต้องการสร้างจักรวาลแห่งความมืดขึ้นมาท้าทายระเบียบเดิมของโลก และในปี 1996 ท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมผืนดินราวกับผ้าห่อศพสีขาว Satyricon ได้ปล่อยอัลบั้มที่หลายคนเชื่อว่าเป็นจุดสูงสุดของพวกเขา อัลบั้มที่มีนามว่า Nemesis Divina
หาก The Shadowthrone คือการเดินทางเข้าสู่ป่าต้องสาป Nemesis Divina ก็คือการขึ้นครองบัลลังก์เหนือดินแดนแห่งนั้นอย่างสมบูรณ์ ดั่งประกาศแห่งสงครามที่ถูกเขียนขึ้นระหว่างฤดูใบไม้ร่วงปี 1993 จนถึงฤดูหนาวปี 1995 โดย Satyr ผู้ซึ่งกำลังมองเห็นภาพของสิ่งที่ Black Metal สามารถเป็นได้ในอนาคต ทุกบทเพลงถูกหล่อหลอมขึ้นจากความทะเยอทะยาน ความเกลียดชัง ความยิ่งใหญ่ และจินตนาการที่กว้างไกลเกินกว่าขอบเขตของดนตรีใต้ดินในเวลานั้น ก่อนจะถูกนำไปบันทึกเสียงที่ Waterfall Studios เมืองออสโล ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ปี 1996 พร้อมการร่วมสร้างสรรค์ของ Frost มือกลองผู้เปรียบเสมือนเครื่องจักรสงครามในร่างมนุษย์ และ Kveldulv ผู้เติมเต็มกำแพงแห่งซาวด์กีตาร์ให้กลายเป็นพายุหิมะแห่งความตาย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ “The Dawn of a New Age” เปิดฉากขึ้น ความรู้สึกเหมือนประตูสู่โลกมนุษย์ถูกปิดลงอย่างช้าๆ แล้วผู้ฟังถูกผลักเข้าสู่ดินแดนอีกแห่งหนึ่ง ดินแดนที่ไร้แสงอาทิตย์ ไร้ความเมตตา และเต็มไปด้วยลางร้าย เสียงกลองของ Frost พุ่งทะยานราวกับกองทหารม้ากำลังบุกทะลวงแนวป้องกันสุดท้ายของศัตรู ขณะที่กีตาร์ของ Satyr สร้างกำแพงเสียงหนาทึบดั่งพายุหิมะกลางสมรภูมิ ภายใต้ความรุนแรงนั้นกลับมีรายละเอียดทางดนตรีที่ซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง เมโลดีจำนวนมากถูกวางเอาไว้อย่างพิถีพิถัน ทำให้อัลบั้มนี้ไม่ใช่เพียงงานแห่งความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นงานศิลปะที่มีทั้งความงดงามและความน่าสะพรึงกลัวอยู่ในเวลาเดียวกัน
เมื่อพูดถึง Nemesis Divina ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึง “Mother North” บทเพลงซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง Satyricon และเป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Norwegian Black Metal บทเพลงนี้ไม่เพียงมีมิวสิกวิดีโอซึ่งกลายเป็นภาพจำแห่งยุคสมัย หากยังทำหน้าที่เสมือนธงรบที่ถูกปักลงบนยอดเขาแห่งแดนเหนือ เมโลดีอันยะเยือกและยิ่งใหญ่ของเพลงเปรียบได้ดั่งสายลมหนาวที่พัดผ่านภูเขาหิมะอันไร้จุดสิ้นสุด ขณะเดียวกันการเปลี่ยนจังหวะและการเรียบเรียงที่ซับซ้อนกลับทำให้เพลงมีมิติราวกับเรื่องเล่าจากเทพปกรณัมโบราณ ไม่แปลกที่เวลาผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ Mother North ยังคงเป็นบทเพลงที่ถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในบทเพลงสำคัญที่สุดแห่ง Black Metal ตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของ Nemesis Divina ไม่ได้อยู่ที่บทเพลงเดียว อัลบั้มทั้งชุดเปรียบเสมือนมหากาพย์แห่งสงครามที่ทุกบทมีหน้าที่ของตน “Forhekset” แผ่บรรยากาศลึกลับราวกับพิธีกรรมต้องห้ามกลางป่าลึก “Du som hater gud” พุ่งเข้าหาผู้ฟังด้วยความเร็วและความดุร้ายระดับสุดขีด ก่อนจบลงด้วยเปียโนที่ปรากฏขึ้นราวกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากโลกแห่งวิญญาณ ขณะที่เพลงไตเติล “Nemesis Divina” กลับยืนหยัดอย่างสง่างามและชั่วร้ายในเวลาเดียวกัน ราวกับเทพเจ้าแห่งการล้างแค้นกำลังเดินผ่านสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพแห่งผู้ศรัทธา
สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นหนึ่งในคำสาปสำคัญของ Black Metal คือความสามารถในการรวมเอาความดิบเถื่อนของยุคแรกเข้ากับทักษะการแต่งเพลงที่ลุ่มลึกและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ก่อนหน้านั้น Black Metal มักถูกมองว่าเป็นดนตรีแห่งความวุ่นวายและความเกลียดชัง แต่ Nemesis Divina แสดงให้เห็นว่าความมืดสามารถมีความยิ่งใหญ่ ความรุนแรงสามารถอยู่ร่วมกับความสง่างาม และบทเพลงที่เต็มไปด้วยความดิบก็สามารถมีโครงสร้างที่ซับซ้อนราวงานประพันธ์ชั้นสูงได้เช่นกัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน โลกกำลังได้เห็นผลงานระดับตำนานจากวงอย่าง Emperor และ Dimmu Borgir ซึ่งช่วยเปิดประตูให้ Black Metal ก้าวออกจากป่าลึกแห่งนอร์เวย์สู่สายตาผู้ฟังทั่วโลก แต่ Nemesis Divina ยังคงมีสถานะพิเศษของตน เพราะมันไม่ใช่เพียงอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ หากเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแนวเพลง หลายสิ่งที่วง Black Metal รุ่นหลังนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเมโลดีเข้ากับความรุนแรง การสร้างบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ หรือการเรียบเรียงเพลงที่มีมิติ ล้วนสามารถมองเห็นร่องรอยของอัลบั้มชุดนี้ได้อย่างชัดเจน
แม้กาลเวลาจะพัดพาโลกไปไกล แม้สมาชิกของวงและวงการ Black Metal จะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่ Nemesis Divina ยังคงยืนอยู่บนยอดเขาแห่งประวัติศาสตร์ดุจป้อมปราการหินที่ไม่เคยถูกทำลาย มันคือช่วงเวลาที่ Satyricon ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางศิลปะ คือช่วงเวลาที่ Satyr และ Frost สามารถควบคุมพลังแห่งความมืดให้กลายเป็นงานศิลปะอันสมบูรณ์แบบ และคือช่วงเวลาที่ Black Metal พิสูจน์ให้โลกเห็นว่ามันไม่ใช่เพียงดนตรีใต้ดินของคนชายขอบ แต่เป็นมหากาพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถสั่นสะเทือนผู้ฟังข้ามยุคสมัย
30 ปีผ่านไป หิมะบนภูเขาหลายลูกละลายหายไป โบสถ์เก่าแก่หลายแห่งกลายเป็นเพียงภาพถ่ายในหนังสือประวัติศาสตร์ และสงครามแห่งยุค Norwegian Black Metal ก็เหลือเพียงเสียงสะท้อนจากอดีต แต่ทุกครั้งที่อินโทรของ Mother North ดังขึ้น หรือทุกครั้งที่บทเพลงจาก Nemesis Divina เริ่มเคลื่อนตัวออกมาจากลำโพง ความรู้สึกเดิมยังคงกลับมาเสมอ ราวกับพายุจากแดนเหนือไม่เคยจางหายไปไหน มันยังคงพัดผ่านป่าสนสีดำ ยังส่งเสียงเรียกจากยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก และยังคงเตือนผู้ฟังทุกยุคทุกสมัยว่า ครั้งหนึ่ง Black Metal เคยมีอัลบั้มที่เป็นตำนาน เป็นสงคราม และเป็นคำสาปที่ไม่มีวันสลาย
#Satyricon #NemesisDivina #MotherNorth #NorwegianBlackMetal #BlackMetal #MoonfogProductions #Satyr #Frost #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น