100 คำสาปแห่ง Black Metal
Bathory – Blood Fire Death
หาก Black Metal คือป่ามืดอันไร้จุดสิ้นสุด หากมันคือดินแดนที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ ซากศพแห่งความเชื่อ และเสียงคำรามแห่งวิญญาณที่หลงเหลืออยู่หลังยุคสมัยล่มสลาย นามแห่ง Bathory ก็คือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทุกสิ่ง เป็นยอดเขาที่มองเห็นได้จากทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าผู้เดินทางคนนั้นจะมาจากนอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี หรือจากอีกฟากหนึ่งของโลก และหากจะมีช่วงเวลาใดที่ภูเขาลูกนั้นเปล่งประกายราวกับถูกโอบล้อมด้วยไฟแห่งวันสิ้นโลก ช่วงเวลานั้นก็คือปี 1988 วันที่ Blood Fire Death ถือกำเนิดขึ้น
ก่อนหน้านั้น Bathory เป็นวงดนตรีที่ถูกจดจำในฐานะผู้บุกเบิกความโหดดิบแห่ง Black Metal ยุคแรก เสียงกีตาร์พร่าแตกอันหยาบกระด้าง กลองกระหน่ำ และเสียงร้องที่ฟังราวกับปีศาจกำลังกัดกินลำคอของตัวเอง กลายเป็นพิมพ์เขียวให้ศิลปินนับไม่ถ้วนในเวลาต่อมา แต่ในขณะที่คนทั้งโลกยังมองเห็น Bathory เป็นเพียงกองทัพเถื่อนที่กำลังเผาผลาญทุกสิ่งตรงหน้า Quorthon กลับมองเห็นบางอย่างที่ไกลกว่านั้น เขาไม่ได้มองเพียงโบสถ์ที่กำลังลุกไหม้ หากแต่มองเห็นท้องฟ้าเหนือซากโบสถ์ มองเห็นภูเขา ป่าไม้ ทะเลเหนือ และเงาของเหล่าเทพเจ้าที่กำลังเคลื่อนผ่านเมฆหมอกแห่งประวัติศาสตร์
Blood Fire Death อัลบั้ม Black Metal ที่เป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดออกสู่โลกอีกใบ โลกที่ภายหลังผู้คนจะเรียกมันว่า Viking Metal
อัลบั้มเปิดฉากด้วย Odens Ride over Nordland บทบรรเลงสั้นๆ ที่ฟังราวกับสายลมยะเยือกกำลังพัดผ่านผืนดินอันรกร้าง ก่อนทุกอย่างจะระเบิดขึ้นใน A Fine Day to Die หนึ่งในบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลแห่ง Extreme Metal เสียงกีตาร์โปร่งที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศให้ความรู้สึกเหมือนรุ่งอรุณสุดท้ายก่อนสงคราม ขณะที่ริฟฟ์หลักของเพลงพุ่งเข้ามาราวกับกองทัพนักรบกำลังควบม้าลงจากภูเขา เสียงร้องของ Quorthon ฟังเหมือนวิญญาณนักรบที่เสียชีวิตในสนามรบเมื่อหลาย 100 ปีก่อนกำลังกลับมาเล่าเรื่องราวของตนผ่านเปลวเพลิงและสายลม
แต่ความน่าสะพรึงของ Blood Fire Death ไม่ได้อยู่ที่ความหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นคำสาปที่ส่งอิทธิพลข้ามยุคสมัย คือความสามารถในการผสมความป่าเถื่อนเข้ากับความยิ่งใหญ่ทางอารมณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ เพลงอย่าง The Golden Walls of Heaven, Pace 'Till Death และ Holocaust ยังคงแบกเอาความดิบแห่ง Black Metal ยุคแรกเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ใต้พื้นผิว ราวกับเมล็ดพันธุ์โบราณที่กำลังแตกหน่ออยู่ใต้หิมะ
เมื่ออัลบั้มเดินทางมาถึง For All Those Who Died และ Dies Irae บรรยากาศเริ่มคล้ายพิธีกรรมมากกว่าการแสดงดนตรี ความรู้สึกของความตายไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะความสยดสยอง หากกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นประตูสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เป็นการมองความตายในแบบนักรบแห่งยุคโบราณ ผู้ซึ่งเชื่อว่าปลายทางของชีวิตมิใช่ความว่างเปล่า แต่คือห้องโถงแห่งวีรชนที่รออยู่เบื้องหลังม่านหมอก
และแล้วทุกอย่างก็มาถึงจุดสูงสุดใน Blood Fire Death บทเพลงความยาวกว่า 10 นาทีที่เปรียบเสมือนพงศาวดารแห่งสงคราม เสียงดนตรีเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า หนักแน่น และยิ่งใหญ่ ราวกับขบวนทัพที่ไม่มีวันหยุดเดิน เสียงสังเคราะห์ล่องลอยอยู่เหนือริฟฟ์กีตาร์ประหนึ่งแสงเหนือที่ส่องผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่ Quorthon ยืนอยู่กลางสมรภูมิแห่งซาวด์ในฐานะนักเล่าเรื่อง ผู้ที่กำลังประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าความมืดมิได้มีเพียงความชั่วร้าย แต่มันยังมีเกียรติยศ ความกล้าหาญ และตำนานที่ถูกลืมเลือน
ภาพปกของอัลบั้มซึ่งนำมาจากผลงาน Åsgårdsreien ของจิตรกรชาวนอร์เวย์ Peter Nicolai Arbo ยิ่งตอกย้ำแนวคิดดังกล่าว เหล่านักรบปีศาจ วิญญาณ และเทพเจ้าที่ควบม้าผ่านท้องฟ้ายามราตรี ดูราวกับกำลังพุ่งออกมาจากตำนานนอร์สและทะลุเข้าสู่โลกแห่งดนตรี Extreme Metal ภาพนั้นเป็นดั่งคำประกาศสงครามทางศิลปะ เป็นการบอกโลกว่า Black Metal สามารถยิ่งใหญ่ งดงาม และน่าเกรงขามได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อมองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน เราอาจพบว่า Blood Fire Death คือสะพานเชื่อมระหว่าง 2 ยุคสมัย ด้านหนึ่งคือ Black Metal อันดิบเถื่อนของยุคแรก อีกด้านหนึ่งคือโลกแห่ง Viking Metal ที่กำลังจะถือกำเนิดเต็มรูปแบบใน Hammerheart อีก 2 ปีต่อมา มันคือช่วงเวลาที่อัจฉริยภาพของ Quorthon กำลังเปลี่ยนรูปร่างจากนักปฏิวัติไปสู่ผู้สร้างจักรวาลใหม่ และแม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษ อัลบั้มชุดนี้ก็ยังคงฟังเหมือนเสียงเรียกจากอดีต เป็นเสียงแห่งเปลวไฟที่ไม่เคยมอดดับ เป็นเสียงแห่งนักรบที่ยังคงเดินทางอยู่ในพายุหิมะ และเป็นเสียงแห่งเทพเจ้าที่ควบม้าผ่านท้องฟ้าเหนือดินแดนทางเหนือทุกค่ำคืน
Blood Fire Death ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Bathory แต่มันคือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่สุดแห่ง Extreme Metal เป็นคำสาปที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเปลวไฟที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในหัวใจของศิลปิน Black Metal, Pagan Metal และ Viking Metal นับไม่ถ้วน และตราบใดที่ยังมีผู้คนเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วจินตนาการถึงเหล่าเทพเจ้าโบราณที่กำลังเดินทางอยู่เหนือเมฆหมอก ตราบนั้น Blood Fire Death ก็จะไม่มีวันตาย
#Bathory #BloodFireDeath #Quorthon #BlackMetal #VikingMetal #ExtremeMetal #TheRootsOfBlackMetal #MetalHistory #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น