100 คำสาปแห่ง Black Metal


Darkthrone – A Blaze in the Northern Sky

ก่อนที่ป่าทางตอนเหนือแห่งนอร์เวย์จะกลายเป็นตำนาน ก่อนที่โบสถ์หลายแห่งจะถูกเผาจนเหลือเพียงโครงกระดูกสีดำ และก่อนที่ Black Metal จะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์แห่งซาวด์ในฐานะขบวนการแห่งความมืด มีเพียงความเงียบงันอันเย็นเยียบปกคลุมผืนแผ่นดินที่ถูกหิมะฝังกลบอยู่ใต้ท้องฟ้าสีเทา โลกในเวลานั้นยังไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดการปฏิวัติทางเสียงที่รุนแรงไม่ต่างจากสงครามศาสนา และศูนย์กลางของเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้อยู่ในสนามรบ หากแต่อยู่ภายในห้องบันทึกเสียงเล็กๆ แห่งหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1991 เมื่อ Darkthrone เริ่มบันทึกอัลบั้มที่มีนามว่า A Blaze in the Northern Sky

เรื่องราวของอัลบั้มชุดนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าการเป็นเพียงผลงานชุดที่ 2 ของวง เพราะมันคือช่วงเวลาที่ Darkthrone ตัดสินใจสังหารตัวตนเดิมของตนเองอย่างเลือดเย็น หลังจากเคยสร้างชื่อในฐานะวง Death Metal จากอัลบั้ม Soulside Journey เมื่อปี 1991 พวกเขากลับเลือกหันหลังให้กับเส้นทางที่กำลังสดใส ราวกับทหารผู้ทิ้งเมืองหลวงแล้วเดินเข้าสู่ป่ามืดที่ไม่มีใครกล้าตามไป เสียงกีตาร์ที่เคยชัดเจนและเทคนิคจัดจ้านถูกแทนที่ด้วยความหยาบกร้าน ความหนาวเย็น และบรรยากาศแห่งความตายที่ไม่เคยปรานีผู้ฟัง

เมื่อเข็มเครื่องเล่นแตะเข้าสู่ "Kathaarian Life Code" โลกทั้งใบเหมือนถูกฉีกออกจากความเป็นจริง ริฟฟ์กีตาร์คำรามราวเลื่อยยนต์ที่กำลังบดขยี้กระดูก เสียงกลองของ Fenriz โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่เสียงร้องของ Nocturno Culto ฟังคล้ายวิญญาณที่กำลังถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง เพลงยาวกว่า 10 นาทีนี้เป็นดั่งการประกาศสงครามต่อทุกกฎเกณฑ์ที่โลกรู้จัก และหลายคนมองว่านี่คือช่วงเวลาที่ภาษาแห่ง Black Metal ยุคที่ 2 ถูกกำหนดขึ้นอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้ A Blaze in the Northern Sky แตกต่างจากงาน Extreme Metal ก่อนหน้า ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วหรือความหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่บรรยากาศ ทุกโน้ตเหมือนถูกสร้างขึ้นจากหิมะ น้ำแข็ง และเถ้าถ่าน เสียงกีตาร์ของ Nocturno Culto และ Zephyrous เปรียบดั่งการสร้างภูมิประเทศอันโหดร้ายให้ผู้ฟังต้องเดินหลงอยู่ภายในนั้น "In the Shadow of the Horns" เปรียบเสมือนขบวนทัพแห่งปีศาจที่กำลังเคลื่อนผ่านป่าสนสีดำ ส่วน "Paragon Belial" และ "Where Cold Winds Blow" คือบทสวดแห่งฤดูหนาวอันเป็นนิรันดร์ ที่ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย

แม้รากเหง้าของ Death Metal จะยังคงหลงเหลืออยู่ในบางช่วงของอัลบั้ม แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเงาแห่งอดีตที่กำลังสลายตัว Black Metal ในแบบของ Darkthrone กลับมีเป้าหมายที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง มันเป็นดนตรีที่สร้างขึ้นเพื่อปลุกอารมณ์ ความกลัว ความโดดเดี่ยว และความเย็นยะเยือกในจิตวิญญาณ เสียงเบสของ Dag Nilsen ที่ยังพอได้ยินอยู่ภายใต้กำแพงเสียงกีตาร์ยิ่งทำให้ความมืดนั้นมีมิติ ราวกับเสียงสะท้อนจากหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นเหว

ภาพปกอัลบั้มที่เป็นภาพถ่ายขาวดำของสมาชิกวงยืนอยู่กลางป่ามืด กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ Black Metal ไม่มีเลือด ไม่มีปีศาจ ไม่มีงานศิลปะอันวิจิตร มีเพียงความหนาว ความมืด และความจริงใจอันดิบเถื่อน ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของดนตรีภายในอัลบั้มได้สมบูรณ์แบบ ความน่ากลัวของมันไม่ได้มาจากสิ่งที่มองเห็น แต่มาจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดเหล่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นตำนาน คือการอุทิศผลงานแด่ Euronymous บุคคลสำคัญแห่งฉาก Black Metal นอร์เวย์ ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแห่งโศกนาฏกรรมและความรุนแรงที่สั่นสะเทือนวงการเมทัลทั้งโลก ราวกับว่าเปลวไฟในนามอัลบั้มไม่ใช่เพียงภาพเปรียบเปรย แต่เป็นลางบอกเหตุแห่งยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง

หาก Venom เป็นผู้จุดประกายแรกเริ่ม หาก Bathory เป็นผู้สร้างวิหารแห่งความมืด และหาก Mayhem คือผู้แบกคบเพลิงเข้าสู่สนามรบ A Blaze in the Northern Sky ก็คือวันที่เปลวไฟนั้นลุกไหม้จนมองเห็นได้จากทั่วโลก มันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งเส้นทางที่นำไปสู่ Under a Funeral Moon, Transilvanian Hunger และผลงานนับไม่ถ้วนจากศิลปินรุ่นหลังที่ได้รับอิทธิพลจากอัลบั้มชุดนี้

3 ทศวรรษผ่านไป เปลวไฟในท้องฟ้าทางเหนือยังไม่เคยมอดดับ มันยังคงเผาไหม้อยู่ในทุกริฟฟ์ที่หนาวเย็น ทุกเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และทุกวง Black Metal ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะในความเป็นจริง A Blaze in the Northern Sky เป็นจุดกำเนิด เป็นคัมภีร์สงครามที่เขียนด้วยหิมะ เลือด และความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์

และในหน้าประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ไม่มีใครสามารถลบนามของ Darkthrone ออกจากเปลวไฟนั้นได้

#Darkthrone #ABlazeInTheNorthernSky #BlackMetal #NorwegianBlackMetal #Fenriz #NocturnoCulto #PeacevilleRecords #BlackMetalHistory #TerritoryMag

ความคิดเห็น