100 คำสาปแห่ง Black Metal
Mayhem – Deathcrush
หาก Black Metal คือสงครามศาสนาที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีเมทัล Deathcrush ก็คือเสียงปืนกระบอกแรกที่ดังขึ้นกลางความมืด เสียงที่ในวันนั้นอาจยังไม่ทรงพลังพอจะโค่นล้มโลกเก่า แต่รุนแรงพอจะทำให้รอยร้าวปรากฏบนกำแพงแห่งวัฒนธรรมเมทัล
ในปี 1987 นอร์เวย์ยังเป็นเพียงดินแดนอันหนาวเหน็บที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความมืดมิด ไม่มีโบสถ์ถูกเผา ไม่มีการฆาตกรรม ไม่มีตำนานเลือดและความตายที่ผู้คนจดจำในเวลาต่อมา มีเพียงกลุ่มวัยรุ่น 4 คนในวง Mayhem ที่กำลังพยายามผลักดนตรี Extreme Metal ให้เลยขอบเขตแห่งความเป็นมนุษย์ออกไปอีกก้าวหนึ่ง
Deathcrush ไม่ใช่อัลบั้มที่สมบูรณ์แบบในเชิงเทคนิค ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง เสียงกีตาร์ที่เหมือนใบมีดขึ้นสนิม กลองที่ฟังราวกับกำลังถูกตีอยู่ในโกดังร้าง และการบันทึกเสียงที่แทบไม่มีการขัดเกลาใดๆ แต่ความบกพร่องเหล่านั้นกลับกลายเป็นเสน่ห์อันน่าสะพรึง เพราะสิ่งที่ถูกบันทึกลงไปเป็นสภาพจิตใจของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังประกาศสงครามกับทุกกฎเกณฑ์ของดนตรี
ก่อนหน้าที่เราจะรู้จัก Euronymous ในฐานะศาสดาแห่งความมืด และก่อนที่ Dead จะกลายเป็นวิญญาณอันหลอกหลอนประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal วง Mayhem ในยุค Deathcrush ยังคงได้รับอิทธิพลจาก Thrash Metal และ Death Metal ทว่าใต้เศษซากของอิทธิพลเหล่านั้น มีบางสิ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน บางสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เพลงเปิด “Silvester Anfang” บทนำของอัลบั้มที่คล้ายเสียงสะท้อนจากพิธีกรรมโบราณที่ถูกลืมเลือน เสียงอิเล็กทรอนิกส์เย็นเยียบของ Conrad Schnitzler ลอยเคว้งอยู่ในอากาศราวกับหมอกเหนือสุสาน ก่อนที่ “Deathcrush” จะพุ่งเข้ามาเหมือนกองทัพปีศาจทะลวงประตูเมือง เสียงร้องของ Maniac คือเสียงคำรามของมนุษย์ที่กำลังสูญเสียสติสัมปชัญญะทีละน้อย
จากนั้นทุกอย่างก็ทรุดตัวลงสู่ความวิปริต “Chainsaw Gutsfuck” กลายเป็นหนึ่งในบทเพลงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดแห่งยุคสมัย เนื้อหาที่ว่าด้วยความรุนแรง ความตาย และเน่าเปื่อย ถูกนำเสนอในฐานะแห่งการยั่วยุต่อศีลธรรมของสังคม ราวกับ Mayhem กำลังทดสอบว่ามนุษย์จะทนมองความมืดได้มากเพียงใดก่อนจะหันหน้าหนี
แม้จะมีความยาวเพียง 17 นาทีเศษ แต่ Deathcrush กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนที่กินเวลาหลายทศวรรษ มันถูกส่งต่อจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่งผ่านเทปก็อปปี้นับไม่ถ้วนในเครือข่ายใต้ดินของยุโรป เด็กหนุ่มที่ฟังมันในห้องนอนอันหนาวเย็นหลายคนเติบโตขึ้นเป็นนักดนตรีผู้สร้างคลื่นลูกใหม่แห่ง Black Metal ในเวลาต่อมา สำหรับคนเหล่านั้น Deathcrush คือ EP ที่เป็นดั่งคัมภีร์ต้องห้าม เป็นหลักฐานว่าดนตรีสามารถกลายเป็นอาวุธทางความคิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ Deathcrush ไม่ใช่ Black Metal แบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน เสียงกีตาร์ยังไม่กลายเป็นพายุหิมะเย็นเยียบแบบ Scandinavian Black Metal และภาพลักษณ์ซาตานิกอันโด่งดังแห่ง Mayhem ก็ยังไม่ถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์ แต่ภายในความดิบเถื่อนนั้นมีเมล็ดพันธุ์ของทุกสิ่งที่กำลังจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการบูชาความตาย ปฏิเสธโลกสมัยใหม่ หรือการแสวงหาความสุดโต่งที่ไร้ขีดจำกัด
เมื่อเวลาผ่านไป นามแห่ง Deathcrush ถูกบดบังด้วยเงาของ De Mysteriis Dom Sathanas อัลบั้มที่ได้รับการยกย่องมากกว่าและเต็มไปด้วยตำนานเลือดที่ผู้คนกล่าวขาน แต่สำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ Black Metal อย่างจริงจัง ย่อมเข้าใจดีว่า หากไม่มี Deathcrush ก็อาจไม่มี De Mysteriis Dom Sathanas ไม่มีคลื่นลูกที่ 2 แห่ง Black Metal และอาจไม่มีฉากดนตรีใต้ดินที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม Metal ไปตลอดกาล
Deathcrush จึงไม่ใช่ผลงานที่ยิ่งใหญ่เพราะความสมบูรณ์แบบ หากยิ่งใหญ่เพราะมันคือประกายไฟดวงแรกในคืนอันมืดมิด เป็นเสียงกรีดร้องแรกจากใต้ดิน ก่อนที่นรกแห่งนอร์เวย์จะเปิดประตูต้อนรับมันเข้าสู่ยุคแห่งความหนาวเย็น ความคลุ้มคลั่ง และความตายอันเป็นนิรันดร์
บางครั้ง ประวัติศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากเริ่มต้นจากเสียงแตกพร่าของเครื่องขยายเสียงเก่าๆ ในห้องอัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง และในปี 1987 เสียงนั้นคือ Deathcrush
#Mayhem #Deathcrush #NorwegianBlackMetal #BlackMetalHistory #Euronymous #Necrobutcher #Maniac #ExtremeMetal #TerritoryMag



.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น