100 คำสาปแห่ง Black Metal
Behemoth – The Satanist
ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal มีอัลบั้มจำนวนไม่น้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากความโกรธ ความเกลียดชัง หรือการต่อต้านศาสนา แต่มีเพียงไม่กี่อัลบั้มที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากการเดินทางกลับมาจากชายแดนแห่งความตาย และ The Satanist ของ Behemoth คือหนึ่งในนั้น
ก่อนที่เสียงดนตรีชุดนี้จะถือกำเนิด ผู้ฟังเคยเชื่อว่า Adam “Nergal” Darski อาจไม่มีวันได้กลับมายืนอยู่บนเวทีอีกครั้ง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเคยลากเขาเข้าสู่สงครามที่โหดร้ายยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับศัตรูใดในโลกแห่งซาวด์ เมื่อลมหายใจทุกครั้งกลายเป็นการเดิมพันระหว่างชีวิตและความตาย นามแห่ง Behemoth จึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ราวกับธงดำที่กำลังปลิวไสวท่ามกลางพายุหิมะในคืนอันไร้ดาว หลายคนเฝ้ามองด้วยความหวาดหวั่นว่าตำนานจากโปแลนด์บทนี้อาจจบลงอย่างเงียบงัน ทว่าบางครั้งความมืดไม่ได้มีหน้าที่กลืนกินมนุษย์ หากมีหน้าที่หล่อหลอมพวกเขาให้กลายเป็นบางสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
เมื่อ The Satanist ปรากฏตัวในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2014 ภายใต้ Nuclear Blast Records ดุจการประกาศชัยชนะจากชายผู้ที่เพิ่งเดินออกมาจากหลุมศพด้วยสองเท้าของตนเอง เป็นคำประกาศที่ไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่ถูกเขียนด้วยเลือด ความเจ็บปวด และร่องรอยแห่งสงครามที่ยังไม่จางหายจากร่างกาย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ "Blow Your Trumpets, Gabriel" ดังขึ้น บรรยากาศของอัลบั้มก็เหมือนประตูมหาวิหารโบราณที่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ท่ามกลางหมอกดำและเสียงระฆังแห่งหายนะ กีตาร์ของ Nergal ไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งเหมือนหลายผลงานในอดีต หากกลับเลือกสร้างพื้นที่แห่งความหวาดหวั่นทีละชั้น ราวกับกำลังเชื้อเชิญผู้ฟังให้เดินลึกเข้าไปในเขาวงกตแห่งศรัทธาที่พังทลาย ขณะที่เสียงเบสของ Orion กลายเป็นกระแสน้ำสีดำที่ไหลอยู่ใต้พื้นพิภพ และกลองของ Inferno ยังคงทำหน้าที่เสมือนเครื่องจักรสงครามที่บดขยี้ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร้ปรานี
ความน่าสนใจที่สุดของ The Satanist อยู่ตรงที่มันไม่ใช่อัลบั้มที่ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองหนักหน่วงที่สุด เร็วที่สุด หรือดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์ของวง ตรงกันข้าม Behemoth กลับเลือกเดินเข้าสู่ดินแดนที่ซับซ้อนยิ่งกว่า พวกเขาใช้ความเงียบงัน ใช้พื้นที่ว่าง ใช้บรรยากาศ และใช้ความรู้สึกกดดันทางอารมณ์เป็นอาวุธ การผสมผสานระหว่าง Black Metal และ Death Metal ยังคงอยู่ครบถ้วน แต่ได้รับการขัดเกลาให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีมิติและลุ่มลึกยิ่งขึ้น
บทเพลงอย่าง "Messe Noire" และ "Ora Pro Nobis Lucifer" เปรียบเสมือนพิธีกรรมต้องห้ามที่ถูกประกอบขึ้นภายในโบสถ์ร้างกลางค่ำคืนที่ฝนตก เสียงร้องของ Nergal เต็มไปด้วยความดุดันแต่แฝงความสงบนิ่งของผู้ที่มองเห็นความตายมาแล้วด้วยตาตนเอง ขณะที่เพลงไตเติล "The Satanist" ไม่ได้สรรเสริญซาตานในฐานะปีศาจจากคัมภีร์ศาสนาเพียงอย่างเดียว หากยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยตัวตน การปฏิเสธพันธนาการ และการยืนหยัดต่อหน้าระบบความเชื่อที่พยายามควบคุมมนุษย์มาเนิ่นนาน
ยิ่งอัลบั้มดำเนินไป ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสนามรบหลังสงครามก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ซากปรักหักพังแห่งศรัทธากระจายอยู่ทุกหนแห่ง เปลวไฟยังคงลุกไหม้อยู่บนขอบฟ้า และเหนือเถ้าถ่านเหล่านั้นคือเงาของมนุษย์ผู้รอดชีวิตซึ่งกำลังพยายามนิยามความหมายของการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง
บทสรุปแห่งการเดินทางทั้งหมดถูกมอบให้กับ "O Father O Satan O Sun!" บทเพลงความยาวกว่า 7 นาทีที่ได้รับการยกย่องจากแฟนเพลงจำนวนมากว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Behemoth เพลงนี้ไม่ได้จบลงด้วยการระเบิดอารมณ์หรือการโจมตีอย่างรุนแรง หากกลับค่อยๆ ยกระดับตัวเองขึ้นสู่บทสวดแห่งการปลดปล่อย ราวกับนักรบที่ผ่านสงครามมาทั้งชีวิตกำลังยืนอยู่ท่ามกลางรุ่งอรุณสุดท้าย มองดูดวงอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพ และยอมรับชะตากรรมของตนอย่างสง่างาม
ในเชิงดนตรี The Satanist คือจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุดระหว่างความโหดร้ายในอดีตและความเป็นผู้ใหญ่ทางศิลปะของ Behemoth โปรดักชันที่คมชัด การเรียบเรียงที่พิถีพิถัน และโครงสร้างเพลงที่มีพลวัต ทำให้อัลบั้มชุดนี้กลายเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในหมู่แฟน Blackened Death Metal เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ฟังเมทัลร่วมสมัยทั่วโลก หลายคนถึงกับมองว่านี่คือจุดสูงสุดทางความคิดสร้างสรรค์ของวง และเป็นหนึ่งในอัลบั้ม Extreme Metal ที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21
สำหรับซีรีส์ 100 คำสาปแห่ง Black Metal นั้น The Satanist ไม่ใช่คำสาปที่เกิดจากการเผาโบสถ์ ไม่ได้เกิดจากคดีฆาตกรรม หรือความรุนแรงอันโด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์ Black Metal หากแต่เป็นคำสาปที่ถือกำเนิดขึ้นจากการเอาชนะความตาย คำสาปของมนุษย์ผู้เคยมองเห็นจุดสิ้นสุดของตน และเมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เขาไม่ได้กลับมาในฐานะเหยื่อ หากกลับมาในฐานะผู้พิชิต
และบางที นั่นอาจเป็นรูปแบบแห่งความมืดที่น่าสะพรึงที่สุด เพราะมันไม่ใช่ความมืดที่อยู่ภายนอกตัวเรา แต่คือความมืดที่เราเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับมัน จนกระทั่งวันหนึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเราไปตลอดกาล
#Behemoth #TheSatanist #Nergal #BlackenedDeathMetal #BlackMetal #DeathMetal #Poland #NuclearBlast #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น