100 คำสาปแห่ง Black Metal


Dissection – Storm of the Light’s Bane

บางอัลบั้มถือกำเนิดขึ้นจากความมืดที่ยาวนานยิ่งกว่าค่ำคืนใดๆ ดั่งประตูบานหนึ่งที่เปิดออกสู่ดินแดนซึ่งแสงสว่างกำลังถูกประหารต่อหน้าสายตามนุษย์ และเมื่อประตูบานนั้นเปิดออกในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995 แนวทางแห่ง Black Metal ก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

ณ ดินแดนสวีเดนที่ถูกหิมะปกคลุมและลมหายใจแห่งฤดูหนาวแปรเปลี่ยนเป็นไอควันเหนือป่าสน วงดนตรีนาม Dissection กำลังสร้างบางสิ่งที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่เคยได้ยิน พวกเขาไม่เลือกเดินตามรอยเท้าของเหล่าผู้บุกเบิกจากนอร์เวย์อย่าง Darkthrone หรือ Immortal และก็ไม่ยอมจำนนต่อความงดงามแห่งกระแส Melodic Death Metal ที่กำลังเติบโตในบ้านเกิดของตนเองเช่นกัน สิ่งที่ Jon Nödtveidt และสหายเลือกทำ คือการนำ 2 ขั้วตรงข้ามแห่งซาวด์สุดขั้วมาหลอมรวมกันในเตาหลอมแห่งความตาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Storm of the Light’s Bane อัลบั้มที่เปรียบเสมือนดาบเยือกแข็งซึ่งตีขึ้นจากเหล็กกล้าแห่ง Death Metal ก่อนจะถูกชุบคมด้วยจิตวิญญาณอันหนาวเหน็บของ Black Metal จนกลายเป็นอาวุธที่ทั้งงดงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน

นามแห่งอัลบั้มสามารถตีความได้ดั่งการสาปแช่งแห่งแสงสว่าง หรือจุดจบแห่งแสง ตามคำอธิบายของ Jon และแทบไม่มีนามใดเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะตลอดระยะเวลากว่า 40 นาทีของอัลบั้ม ผู้ฟังจะรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนสนามรบหลังวันสิ้นโลก มองเห็นซากปรักหักพังแห่งศรัทธาที่ถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าเดิม เห็นท้องฟ้าที่ถูกกลืนกินด้วยเมฆดำ และได้ยินเสียงคร่ำครวญแห่งเหล่าเทวทูตที่กำลังร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ทุกบทเพลงในอัลบั้มร่วมกันสร้างภาพแห่งจักรวาลที่กำลังสูญเสียแสงสุดท้าย และปล่อยให้ความมืดเข้าครอบครองทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์

อัลบั้มเปิดฉากด้วย At the Fathomless Depths บทบรรเลงสั้นๆ ที่ทำหน้าที่ราวกับประตูสู่สุสานโบราณ เป็นช่วงเวลาที่ผู้ฟังถูกเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ ก่อนที่ Night’s Blood จะระเบิดออกมาราวกองทัพม้าศึกที่พุ่งทะลวงแนวป้องกันของศัตรูอย่างไร้ความปรานี ริฟฟ์กีตาร์ที่เฉียบคมดุจคมดาบ เสียงกลองที่กระหน่ำไม่ต่างจากเสียงปืนใหญ่ และท่วงทำนองอันโศกเศร้าที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ความรุนแรงทั้งหมด ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในบทเพลงสำคัญที่สุดแห่ง Melodic Black Metal และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความสามารถของ Dissection ในการผสานความดุดันเข้ากับความไพเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ Unhallowed ความมืดเริ่มลึกขึ้น อากาศเย็นลง และเงาแห่งความตายเริ่มทอดยาวขึ้นทุกขณะ เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่าเหลือเชื่อของ Dissection ในการสร้างสมดุลระหว่างความโหดร้ายและความงดงาม ราวกับดอกกุหลาบสีดำที่เบ่งบานอยู่บนหลุมศพ ทุกเมโลดี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกทั้งเศร้า สง่างาม และน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน จนผู้ฟังแทบไม่อาจแยกออกได้ว่ากำลังถูกปลอบโยนหรือกำลังถูกลากลึกลงไปในห้วงเหวแห่งความสิ้นหวัง

จากนั้นโลกทั้งใบก็เหมือนจะหยุดหมุนเมื่อ Where Dead Angels Lie ดังขึ้น บทเพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเพลงที่โด่งดังที่สุดของ Dissection เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ท่วงทำนองเศร้าสร้อยที่ลอยอยู่เหนือพายุแห่งซาวด์กีตาร์สร้างภาพของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยปีกที่ขาดวิ่นแห่งเทวทูตผู้พ่ายแพ้ ความยะเยือกที่แผ่ออกจากบทเพลงนี้ไม่ใช่ความหนาวแห่งฤดูหนาว หากเป็นความหนาวแห่งจักรวาลที่ไร้พระเจ้า เป็นช่วงเวลาที่ผู้ฟังตระหนักว่าตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากศพแห่งความหวัง และกำลังมองดูการล่มสลายของทุกสิ่งที่เคยเชื่อมั่น

Retribution – Storm of the Light’s Bane คือการสวนกลับแห่งกองทัพปีศาจที่ได้รับชัยชนะ ความเร็ว ความดุดัน และโครงสร้างเพลงอันชาญฉลาดทำให้บทเพลงนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของอัลบั้ม ขณะที่ Thorns of Crimson Death กลับเลือกพาผู้ฟังเข้าสู่มหากาพย์แห่งเลือด น้ำตา และการล่มสลาย ด้วยบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ราวบทกวีแห่งสงครามโบราณที่ถูกเขียนขึ้นบนผืนหิมะด้วยเลือดของผู้ตาย ความสามารถในการสร้างภาพผ่านเสียงดนตรีของ Dissection ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งใน 2 บทเพลงนี้ เพราะแม้จะเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่กลับมีความงดงามเชิงโศกนาฏกรรมซ่อนอยู่ในทุกช่วงจังหวะ

เมื่อ Soulreaper ดังขึ้น ราวกับยมทูตผู้เก็บเกี่ยววิญญาณได้เดินทางมาถึงในที่สุด มันคือบทสรุปของทุกสิ่งที่อัลบั้มพยายามเล่า ทั้งความมืด ความสูญเสีย ความยิ่งใหญ่ และความหนาวเย็น ก่อนที่ No Dreams Breed in Breathless Sleep จะปิดม่านลงอย่างเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านสนามรบที่ไร้ผู้รอดชีวิต ราวกับหลังจากสงครามอันยาวนาน ทุกสิ่งได้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเงียบงันที่กินพื้นที่อยู่เหนือซากปรักหักพังของโลกใบเก่า

สิ่งที่ทำให้ Storm of the Light’s Bane กลายเป็นตำนานไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของบทเพลงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบแห่งวิสัยทัศน์ ทุกองค์ประกอบถูกจัดวางอย่างแม่นยำ ริฟฟ์กีตาร์ที่งดงามราวงานแกะสลักน้ำแข็ง เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น การเรียบเรียงที่เปลี่ยนผ่านระหว่างความดิบเถื่อนและความสง่างามได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงบรรยากาศโดยรวมที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านมหากาพย์แฟนตาซีอันมืดมน ทั้งหมดนี้ทำให้อัลบั้มกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Black Metal และ Melodic Death Metal อย่างที่แทบไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่งดนตรีเมทัล หลายวงพยายามสร้างสมดุลระหว่างความโหดร้ายกับความไพเราะ แต่มีเพียงไม่กี่วงที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ Dissection คือหนึ่งในนั้น Storm of the Light’s Bane คืออัลบั้มคลาสสิกแห่งยุค 90 คือหนึ่งในงานศิลปะที่นิยาม Melodic Black Metal อย่างแท้จริง อิทธิพลของมันสามารถพบเห็นได้ในผลงานของศิลปินรุ่นหลังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นวงที่อยู่ในสาย Black Metal หรือวงที่นำแนวคิดเรื่องเมโลดี้และบรรยากาศแบบ Dissection ไปต่อยอดในรูปแบบของตนเอง

3 ทศวรรษผ่านไป หิมะยังคงตกเหนือป่าสวีเดน และเสียงกรีดร้องของ Jon Nödtveidt ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำแห่งผู้ศรัทธา ราวกับวิญญาณที่ไม่ยอมจากไปไหน เพราะตราบใดที่ยังมีผู้เปิดฟัง Storm of the Light’s Bane เปลวไฟแห่งความมืดที่ Dissection จุดขึ้นในปี 1995 ก็จะไม่มีวันดับสูญ อัลบั้มนี้เป็นดั่งอนุสรณ์แห่งความมืดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในจิตใจของผู้ฟังรุ่นแล้วรุ่นเล่า

อัลบั้มนี้คือบทหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ที่แสงสว่างถูกสังหาร และเป็นช่วงเวลาที่ความมืดได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์

#Dissection #StormOfTheLightsBane #JonNodtveidt #BlackMetal #MelodicBlackMetal #SwedishBlackMetal #WhereDeadAngelsLie #NuclearBlast #TerritoryMag

ความคิดเห็น