ไม่มีทางลัดสู่บัลลังก์ปีศาจ SILENOZ ประกาศสงครามครั้งใหม่ของ DIMMU BORGIR


หากจะกล่าวถึงเอกภพแห่งความมืด มีบางวงที่เป็นเสมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่จำศีลอยู่ใต้เปลือกโลก เงียบงัน ยาวนาน และน่าเกรงขาม รอเพียงจังหวะที่เหมาะสมเพื่อแหวกชั้นหินขึ้นมาพร้อมแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ทุกสิ่งต้องขยับตัวอีกครั้ง สำหรับ DIMMU BORGIR การหายไปนาน 8 ปีหลัง Eonian ไม่ใช่อาการอ่อนแรงของอสูรแก่ หากคือการจำศีลในสุสานแห่งพิธีกรรมที่ไม่มีนาฬิกา ไม่มีเส้นตาย และไม่มีเสียงเรียกร้องจากตลาดใดดังพอจะเร่งเร้าพวกเขาได้ เพราะสำหรับวง symphonic black metal จากนอร์เวย์กลุ่มนี้ งานศิลปะไม่ใช่สินค้าสายพานที่ต้องป้อนสู่โลกทุกปี หากคือการสังเวยบางอย่างเพื่อแลกกับสิ่งที่คู่ควรแก่การมีชีวิต

Sven “Silenoz” Kopperud มือกีตาร์ผู้ยืนอยู่กับวงมาตั้งแต่วันแรก พูดอย่างชัดเจนว่า DIMMU BORGIR ไม่เคยเลือกทางง่าย และไม่เคยประนีประนอม คำพูดนั้นไม่ใช่ประโยคเท่ๆ สำหรับติดโปสเตอร์ แต่มันคือหลักคิดที่ฝังอยู่ในกระดูกของวงนี้มาตลอด 3 ทศวรรษ หากอยากได้เงินง่าย พวกเขาคงออกอัลบั้มทุก 2 ปี หากอยากรักษาฐานแฟนด้วย nostalgia พวกเขาคงทำ Enthrone Darkness Triumphant Part Two ไปนานแล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นคือกับดักแห่งความสะดวก และศิลปินที่ยังเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของการสร้างสรรค์ มักเกลียดทางลัดยิ่งกว่าความล้มเหลว

Grand Serpent Rising ที่จะออกในวันที่ 22 พฤษภาคม ผ่าน Nuclear Blast มันจะเป็นพิธีกรรมลอกคราบ และงูในที่นี้ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายตามภาพจำแห่งศาสนาตะวันตก หากเป็นภาพแทนแห่งการฟื้นคืน เติบโต ความรู้ และการปลดปล่อยตัวเองจากเปลือกเดิม Silenoz อธิบายว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาวงต้องสลัดหลายสิ่งออกไป มากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา และนั่นคือราคาของการสร้างบางสิ่งที่มีน้ำหนักยิ่งกว่า เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่ควรถูกสร้างโดยง่ายดาย

กระบวนการแต่งเพลงของ DIMMU BORGIR ยังคงเหมือนการเดินในเขาวงกตที่ไม่มีแผนที่ พวกเขาไม่เคยนั่งประชุมว่าเพลงต่อไปต้องเร็วขึ้น ช้าลง หรือยิ่งใหญ่กว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มี checklist ทางการตลาด สิ่งเดียวที่เป็นแกนกลาง คือการสร้างสิ่งที่สมาชิกทุกคนอยากฟังด้วยตัวเองก่อน จากนั้นจึงปล่อยให้บทเพลงค่อยๆ เผยตัวตนออกมา หลังผ่านไป 3 - 4 หรือ 5 เพลง ทิศทางจึงค่อยชัดขึ้น ราวกับหมอกในป่าสนที่เปิดทางช้าๆ ให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Eonian จะเคยถูกจดจำด้วยองค์ประกอบ symphonic อันฟุ่มเฟือยและ cinematic อย่างหนักแน่น แต่อัลบั้มใหม่นี้กลับถูกอธิบายว่ามืดกว่า หนักกว่า และ “blacker” กว่าเดิม แต่ไม่ใช่ด้วยการย้อนกลับไปเป็นตัวเองในอดีตแบบไร้จินตนาการ หากคือการจัดสมดุลใหม่ให้เครื่องดนตรีทั้งหมดหายใจได้เอง หากเพลงใดขับเคลื่อนด้วยกีตาร์ เสียงกีตาร์จะยืนหน้าแนวรบ หากเพลงใดต้องการความยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ ซาวด์ orchestration จะได้ฉายแสงเต็มที่ มันคือศิลปะแห่งพลวัต ไม่ใช่การถมทุกอย่างลงในกำแพงแห่งซาวด์

อีกด้านที่สะท้อนความโหดร้ายของการสร้างงาน คือกระบวนการฆ่าของรัก หรือการตัดทิ้งท่อนดนตรี เมโลดี้ หรือไอเดียที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่รับใช้ภาพรวมของอัลบั้ม Silenoz ยอมรับว่านั่นคือส่วนที่เจ็บปวดที่สุด เพราะบางชิ้นถูกขัดเกลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ก่อนสุดท้ายจะถูกเก็บลงห้องใต้ดิน มันเหมือนนายพลที่ต้องส่งทหารฝีมือดีออกจากแนวรบ เพราะแม้เก่งเพียงใด หากไม่เหมาะกับยุทธศาสตร์ ก็ไม่มีที่ให้ยืน ความเป็นศิลปินจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง แต่คือการยอมเสียสละสิ่งที่รักเพื่อภาพใหญ่

การบันทึกเสียงครั้งนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับ Fredrik Nordström โปรดิวเซอร์ผู้เคยร่วมสร้างคลาสสิกอย่าง Puritanical Euphoric Misanthropia และ Death Cult Armageddon แต่ความจริงแล้ว เมื่อ DIMMU BORGIR เดินเข้าสตูดิโอ อัลบั้มก็แทบเสร็จไปแล้วในเชิงโครงสร้าง ทุกเพลงถูก demo ลงลึกถึงระดับวินาที รายละเอียดถูกพลิกกลับไปกลับมาจนแทบไม่เหลือพื้นที่ improvisation สตูดิโอจึงไม่ใช่ที่แต่งเพลง แต่คือสนามประหารที่ทุกอย่างต้องถูกทำให้สมบูรณ์

ความสัมพันธ์ระหว่าง Silenoz และ Shagrath ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1993 ก็ยังคงเป็นเสาเข็มของวง แม้ผ่านความเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนในอุตสาหกรรมดนตรี Silenoz ยอมรับว่าพวกเขาแตกต่างกันมาก แต่กลับเห็นตรงกันในสิ่งสำคัญ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่วงยังยืนหยัดได้ การอยู่ร่วมกันนานขนาดนี้โดยไม่มีความขัดแย้งคงเป็นเรื่องโกหก แต่การยังเดินไปทิศเดียวกันหลังผ่านสงครามนับไม่ถ้วน นั่นต่างหากคือเรื่องจริงที่สำคัญกว่า


ในเชิงเนื้อหา Grand Serpent Rising ยังพา DIMMU BORGIR เคลื่อนไกลจาก black metal แบบพื้นผิว ไปสู่การสำรวจจิตวิญญาณ การเปลี่ยนผ่านแห่งอัตตา การตื่นรู้ และศาสตร์ลี้ลับเชิง alchemical transformation Silenoz พูดถึง chakra พลังศักดิ์สิทธิ์ และการเร่งวิวัฒน์แห่งจิตวิญญาณผ่านวินัยภายใน นี่ไม่ใช่แค่เพลงว่าด้วยความมืด แต่คือการใช้ความมืดเป็นประตูสู่การแปลงสภาพ

และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ DIMMU BORGIR ยังแตกต่างจากวงร่วมยุคจำนวนมาก พวกเขาไม่ไล่ล่าความเร็วของตลาด ไม่กลัวความเงียบงัน ไม่กลัวการสาปสูญ เพราะอสูรที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องส่งเสียงตลอดเวลา บางครั้ง มันเพียงหลับตาใต้พื้นพิภพ รอวันลอกคราบ แล้วกลับขึ้นมาพร้อมเขี้ยวที่คมยิ่งกว่า

เมื่อ Grand Serpent Rising มาถึง โลกอาจไม่ได้เพียงได้ยินอัลบั้มใหม่ของ DIMMU BORGIR หากกำลังได้ยินเสียงเปลือกเก่าแตกออกจากร่างของบางสิ่งที่ยังไม่ยอมตาย!

#DIMMUBORGIR #GrandSerpentRising #Silenoz #SymphonicBlackMetal #BlackMetal #NuclearBlast #TerritoryMag






ความคิดเห็น