เมื่อวงที่ควรปลดอาวุธ กลับเลือกบุกยุโรป Sevendust กับการคัมแบ็กของนักรบที่ยังไม่สิ้นศรัทธา


ท่ามกลางกระแสเมทัล บางวงตายไปอย่างเงียบงัน ราวกับทหารนิรนามที่ล้มลงกลางสนามรบ ไม่มีเสียงปืนใหญ่ ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีใครจดจำนามของพวกเขาหลังม่านควันจางหาย แต่สำหรับ Sevendust วงที่ถือกำเนิดจากถนนที่ร้อนระอุใน Atlanta ตั้งแต่ยุคที่ Nu-Metal ยังเป็นคลื่นลูกใหม่ พวกเขาไม่ได้เลือกจะจมหายไปแบบนั้น แม้ครั้งหนึ่งหัวใจของวงจะเคยเตรียมปิดประตูทุกบาน วางแผน farewell tour และเตรียมอัลบั้มลำดับสุดท้ายไว้เรียบร้อยราวกับเขียนพินัยกรรมเลือดก่อนวันประหารชีวิตก็ตาม

คำสารภาพของ Morgan Rose ที่ถูกเปิดเผยผ่านรายการ Ampocalypse กลายเป็นดั่งเสียงสะท้อนจากหลุมหลบภัยเก่าๆ ในสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขายืนยันว่า การยุบวงไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่ประโยคที่ถูกตัดต่อเพื่อเรียกกระแส แต่มันคือความจริงที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะประชุมของสมาชิกทุกคน พวกเขาเคยคิดว่าหลังอัลบั้มชุดที่ 15 ทุกอย่างคงถึงเวลา เพราะไม่มีใครในโลกปกติจะเชื่อว่าศิลปินที่เดินทางมาถึงอัลบั้มลำดับที่ 15 แล้วยังจะลุกขึ้นประกาศว่าอยากตีตลาดโลกอีกครั้ง

แต่นั่นคือสิ่งที่ Sevendust ทำ แทนที่จะปล่อยเครื่องยนต์ให้ดับ พวกเขากลับเลือกโยนเชื้อเพลิงลงไปอีก ราวกับนักบินรบที่กำลังดิ่งลงสู่สมรภูมิครั้งสุดท้ายพร้อมเปิด afterburner จนเปลวไฟลุกท่วมท้ายเครื่อง เส้นทางใหม่ถูกเปิดขึ้นจากยุโรปและสหราชอาณาจักร การกลับไปทัวร์ที่นั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เสมือนเสียงระฆังปลุกความตาย เมื่อแฟนเพลงยังตะโกนเอ่ยนามของพวกเขาดังก้องเหมือนปี 1997 วันที่ Nu-Metal ยังเป็นฝันร้ายบทใหม่ในโลกแห่งซาวด์

Morgan Rose เล่าว่า เดิมทีวงมี “blueprint” สำหรับการปิดฉากทุกอย่างไว้หมดแล้ว มีทั้งแผน มีทั้งโครงสร้าง มีทั้งวิธีการลาจากอย่างเป็นทางการ เขายอมรับว่าตัวเองร่ำไห้หลายครั้งเพียงแค่คิดถึงมัน เพราะสิ่งที่เจ็บปวดไม่ใช่การเสียวงดนตรีไป แต่คือการสูญเสียผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกันตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ

สำหรับหลายวง แฟนเพลงอาจเป็นเพียงตัวเลขยอดขายหรือจำนวนตั๋วคอนเสิร์ต แต่สำหรับ Sevendust ความสัมพันธ์นั้นคล้ายครอบครัวของทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตจากสนามรบเดียวกัน พวกเขาเจอแฟนเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละเมือง กินข้าวด้วยกัน ดื่มกาแฟด้วยกัน แชร์บาดแผลชีวิตกันในตรอกหลังเวที และเมื่อวันหนึ่งวงต้องยุติลง Morgan กลับมองว่ามันเหมือนต้องตายไปทีละคน เพราะคนเหล่านั้นจะหายไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล

คำพูดของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเหนื่อยล้าและความผูกพันที่ลึกกว่าดนตรี “ทุกโชว์จะกลายเป็นงานศพอีกครั้ง” เขากล่าวราวกับกำลังพูดถึงกองทัพที่กำลังสลายตัวทีละหน่วย เสียงเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความดราม่า แต่มันคือความจริงของวงที่ใช้ชีวิตอยู่บนถนนมากกว่าบ้าน ใช้เวลากับแฟนเพลงมากกว่าครอบครัว และเมื่อคิดว่าทุกอย่างกำลังจะสิ้นสุดลง หัวใจของเขาก็เหมือนถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก

แต่แล้วเปลวไฟก็กลับมาติดอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจไม่ยุบวง Sevendust กลับกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ฟื้นคืนชีพ พวกเขาเริ่มทัวร์หนักกว่าเดิม วิ่งเข้าสู่ตารางโชว์แบบไม่กลัวพัง ราวกับต้องการเผาตัวเองให้หมดก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง Morgan บอกว่าเขารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปอยู่ในยุค 90 อีกครั้ง ยุคที่วงยังหิวกระหาย ยังพร้อมทำลายทุกเวที และยังเชื่อว่าดนตรีสามารถเปลี่ยนชีวิตคน

ในขณะที่กระแสเมทัลเต็มไปด้วยวงหน้าใหม่ เทคโนโลยี และอัลกอริทึมที่เปลี่ยนศิลปินให้กลายเป็นข้อมูลบนหน้าจอ Sevendust กลับยืนหยัดดุจรถถังเก่าที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน แม้เครื่องยนต์จะเริ่มสั่นคลอน แม้เหล็กจะเริ่มเป็นสนิม แต่เสียงคำรามของมันยังทำให้สนามรบนั้นสั่นสะเทือน

อัลบั้ม One ที่เพิ่งถูกปล่อยออกมา กลายเป็นดั่งการประกาศสงครามครั้งใหม่ มากกว่าจะเป็นบันทึกอำลา เสียงร้องของ Lajon Witherspoon ยังทรงพลังราวเทพเจ้าที่เดินผ่านไฟนรก ขณะที่ริฟฟ์และจังหวะของวงยังคงพุ่งเข้าใส่ผู้ฟังเหมือนลูกปืนจากสนามเพลาะยุคเก่า มันไม่ใช่ดนตรีของคนที่กำลังจะยอมแพ้ แต่มันคือซาวด์ของคนที่เลือกจะสู้จนกระดูกชิ้นสุดท้ายแตกละเอียด และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ Sevendust ยังไม่ตาย

เพราะสำหรับวงดนตรีบางวง การเลิกเล่นไม่ใช่แค่การปิดไฟบนเวที แต่มันคือการฝังชีวิต ความทรงจำ มิตรภาพ และสงครามทั้งหมดที่เคยผ่านมาด้วยกันลงผืนดิน และตราบใดที่ยังมีใครสักคนตะโกนเอ่ยนามของพวกเขาหน้าเวที ตราบใดที่ยังมีหัวใจเต้นตามจังหวะกลองของ Morgan Rose เครื่องยนต์เก่าคันนี้ก็จะยังไม่หยุดวิ่ง มันอาจพังในวันหนึ่ง แต่มันจะพังด้วยความเร็วสูงสุดที่มี!

#Sevendust #MorganRose #NuMetal #AlternativeMetal #One #LajonWitherspoon #TerritoryMag

ความคิดเห็น