จากหลุมศพแห่ง Deathcore สู่สงครามบทใหม่ CARNIFEX คืนชีพด้วย “Roses & Rotting Corpses”
บางวงเกิดมาเพื่อเป็นเพียงกระแสชั่วคราว เป็นเปลวไฟที่ลุกโชนแล้วดับหายไปในความมืดของประวัติศาสตร์แห่งซาวด์ แต่มีบางวงที่ถือกำเนิดราวกับเครื่องจักรแห่งสงคราม พวกมันอาจถูกหล่อขึ้นจากเหล็กสนิม เลือดแห้ง และเสียงกรีดร้องแห่งค่ำคืนอันไร้จันทร์ วงประเภทหลังนั้นคือ CARNIFEX วง deathcore จาก Southern California ที่ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ยังยืนหยัดอยู่ดั่งแม่ทัพผู้ถือธงดำของสมรภูมิแห่งความรุนแรงอย่างไม่เคยถอย
การประกาศเซ็นสัญญากับ Sumerian Records ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวธุรกิจแห่งวงการเมทัล ไม่ใช่การย้ายค่ายธรรมดา และไม่ใช่การเปลี่ยนโลโก้บนปกอัลบั้ม แต่มันให้ความรู้สึกราวกับการเคลื่อนพลแห่งกองทัพเก่าแก่ที่กำลังเปลี่ยนอาวุธ เปลี่ยนสนามรบ และเตรียมเปิดฉากสงครามบทใหม่ด้วยความมั่นใจที่เย็นเยียบยิ่งกว่า
เพื่อประกาศการมาถึงของยุคใหม่ CARNIFEX ได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ “Roses & Rotting Corpses” ออกมาดั่งจดหมายเชิญจากยมโลก ชื่อเพลงเพียงอย่างเดียวก็เหมือนภาพแห่งความงามที่ถูกฝังอยู่ในความเน่าเปื่อย กุหลาบแดงที่แทงรากลงในซากศพ และนั่นคือภาพแทนของ CARNIFEX ได้อย่างน่าประหลาด วงที่เสมอมาเดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความโหดเหี้ยมกับความงามอันมืดมน ระหว่าง deathcore ที่กระหน่ำหนักหน่วงกับบรรยากาศ blackened ที่คลุมด้วยหมอกแห่งความตาย
ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2005 CARNIFEX คือหนึ่งในนามสำคัญแห่งคลื่นลูกแรกของ American deathcore พวกเขาคือหนึ่งในผู้ช่วยกำหนดทิศทางของแนวเพลงในยุคที่มันยังเป็นเพียงสัตว์ประหลาดวัยเยาว์ที่กำลังเติบโต ซาวด์ของวงเต็มไปด้วย breakdown หนักหน่วง การโจมตีแบบไร้ปรานี และอารมณ์หม่นดำที่ต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นหลายวงอย่างชัดเจน ในขณะที่ deathcore จำนวนมากเลือกเส้นทางแห่งความดิบ CARNIFEX กลับค่อยๆ เติมเงาแห่ง black metal ความหลอนแบบ occult และอารมณ์สิ้นหวังลงไปในสูตรของตนเอง จนซาวด์ของพวกเขากลายเป็นดั่งสุสานที่ยังมีไฟลุกอยู่ใต้พิภพ
“Roses & Rotting Corpses” ที่ฟังเหมือนแถลงการณ์ ซาวด์ทุกชั้นในเพลงให้ความรู้สึกเสมือนกำแพงอิฐแห่งมหาวิหารที่กำลังพังถล่มลงมาใส่ผู้ฟัง ขณะเดียวกันก็ยังมีความคมชัดแห่งทิศทางใหม่ที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่ CARNIFEX ที่กำลังพยายามย้อนกลับไปหาอดีต แต่มันคือวงที่รู้ว่าตนเองคือใคร และกำลังผลักอัตลักษณ์นั้นให้ลึกลงไปในความมืดยิ่งกว่า
ทางวงกล่าวถึงการร่วมงานกับ Sumerian Records ด้วยความตื่นเต้น โดยยอมรับว่านี่คือยุคใหม่ของ CARNIFEX และเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะทั้งวงและทีมของ Sumerian ต่างมีประวัติศาสตร์ที่เดินขนานกันมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ การได้มาร่วมงานกันในเวลานี้จึงเหมือนจิ๊กซอว์ที่เพิ่งประกอบเสร็จ และพวกเขายังส่งสัญญาณอย่างมั่นใจว่าอัลบั้มถัดไปอาจเป็นผลงานที่ดีที่สุดของวง
ถ้อยคำนั้นไม่ใช่คำพูดเล่นๆ เพราะหากมองย้อนกลับไป CARNIFEX คือวงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง พวกเขารอดพ้นจากยุคที่ deathcore ถูกตั้งคำถาม รอดจากกระแสที่มาแล้วไป และรอดจากช่วงเวลาที่แนวเพลงเมทัลจำนวนมากถูกตลาดกลืนกิน สิ่งที่ทำให้วงยังอยู่ไม่ใช่แค่ความหนัก แต่คือความสามารถในการทำให้ความมืดยังน่าสนใจอยู่เสมอ
บนเวทีแสดงสด CARNIFEX คืออีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ใช่วงที่ขึ้นไปเล่นเพลงแล้วลงมา แต่คือพิธีกรรมแห่งความรุนแรง เสียงคำราม เสียงกลองที่เหมือนปืนกล และบรรยากาศที่ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังยืนอยู่กลางสนามรบที่มีควันลอยปกคลุม นั่นคือเหตุผลที่นามของพวกเขาปรากฏร่วมกับทั้งวง death metal, black metal, metalcore และ hardcore อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะพลังของ CARNIFEX ไม่เคยถูกขังอยู่ในกรงประเภทเดียว
เวลานี้วงกำลังอยู่บนเส้นทาง Chaos & Carnage Tour ในสหรัฐฯ ร่วมกับ Thy Art Is Murder, 200 Stab Wounds, Ingested และกองทัพแห่งความเดือดดาลอีกหลายนาม ก่อนจะขึ้นเวที Sonic Temple ในวันที่ 14 พฤษภาคม การเดินทัพครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการส่งสารถึงโลกว่า CARNIFEX ไม่ได้กลับมาเพื่อรำลึกอดีต แต่กลับมาเพื่อยึดพื้นที่อีกครั้ง
บางวงแก่ลงแล้วอ่อนแรง บางวงกลายเป็นเงาของตัวเอง แต่จากทุกสัญญาณ CARNIFEX ดูเหมือนสัตว์ร้ายที่ยิ่งอายุมากยิ่งเขี้ยวคม และถ้า “Roses & Rotting Corpses” เป็นเพียงประตูบานแรก สิ่งที่รออยู่หลังม่านแห่งความมืดนั้น อาจไม่ใช่อัลบั้มธรรมดา แต่อาจเป็นการระดมยิงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา
#CARNIFEX #SumerianRecords #Deathcore #ExtremeMetal #RosesAndRottingCorpses #ChaosAndCarnageTour #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น