รอยแผลแห่งเหล็กกล้า! ในวันที่ Dave Mustaine ฝังขวานแห่งสงครามกับ Metallica ลงใต้เถ้าถ่านแห่งอดีต


ท่ามกลางสงครามแห่ง Thrash Metal ที่บางสงครามไม่เคยถูกบันทึกไว้ในสนามรบ ไม่มีควันปืน ไม่มีรถถัง ไม่มีธงชาติที่ถูกฉีกขาด แต่กลับเต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ ความริษยา อัตตา และเสียงกีตาร์ที่คมดั่งคมมีด สงครามเหล่านั้นดำเนินอยู่ในห้องซ้อมที่อับชื้น หลังเวทีคอนเสิร์ต และในบทสัมภาษณ์ที่ถูกโยนใส่กันผ่านหน้าสื่อมานานกว่า 4 ทศวรรษ หนึ่งในสงครามที่รุนแรงที่สุดแห่งวงการเมทัลคือรอยปะทะระหว่าง Dave Mustaine และ Metallica วงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยร่วมสร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง ก่อนจะถูกผลักออกจากขบวนในยุคต้นทศวรรษ 1980 ราวกับทหารที่ถูกโยนลงจากรถบรรทุกกลางทะเลทรายโดยไม่มีแม้แต่โอกาสกล่าวลา

เวลาผ่านไปนานจนแนวผมของชายผู้เคยมีเส้นผมสีแดงเพลิงเริ่มโรยรา แต่ความขัดแย้งระหว่างเขากับอดีตวงก็ยังถูกผู้คนขุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมือนซากศพที่ไม่ยอมเน่าเปื่อย ยิ่งเมื่อ Megadeth และ Metallica กลายเป็น 2 จักรวรรดิใหญ่แห่ง Thrash Metal เรื่องราวระหว่างพวกเขาก็ยิ่งถูกเล่าขานราวมหากาพย์แห่งสายเลือดในวงการเฮฟวี่เมทัล ทว่าท่ามกลางเถ้าถ่านเหล่านั้น Dave Mustaine กลับออกมาเปิดเผยในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Ibagenscast ว่า เขาได้ปล่อยให้ความบาดหมางหลับใหลไปนานแล้ว

คำพูดนั้นไม่ได้ถูกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดแบบชายหนุ่มในยุค Rust in Peace หากแต่ฟังดูคล้ายทหารผ่านศึกที่นั่งอยู่หน้ากองไฟในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ พลางมองย้อนกลับไปยังสนามรบที่ครั้งหนึ่งเคยพรากชีวิต ความฝัน และมิตรภาพของเขาไป Mustaine อธิบายว่าการที่ Megadeth นำเพลง “Ride The Lightning” ของ Metallica มาอัดใหม่ในอัลบั้มสุดท้ายของวงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การยั่วยุ ไม่ใช่การประชด หรือการขุดศพอดีตขึ้นมาเย้ยหยัน แต่มันคือการปิดวงกลม เป็นการคารวะต่อวงที่เขาเคยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง

“ไม่ว่าคนจะรักหรือเกลียดผม พวกเขาก็ไม่มีวันลบผมออกจากเรื่องราวนี้ได้” คือประโยคที่เหมือนเสียงสะท้อนจากกำแพงเหล็กเก่าแก่แห่งประวัติศาสตร์ Thrash Metal ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ศักดิ์ศรี และการยอมรับในชะตากรรม เพราะไม่ว่าโลกจะจดจำ Metallica อย่างไร นามแห่ง Dave Mustaine ก็ยังถูกสลักเอาไว้บนรากฐานของมันอยู่ดี เสมือนคราบเลือดที่ซึมลึกลงไปในพื้นไม้ ซึ่งไม่มีใครขัดออกได้

ความจริงแล้ว เรื่องบาดหมางระหว่าง Mustaine กับ Metallica ไม่ได้มีเพียงเรื่องการถูกไล่ออกจากวงในยุคแรก หากยังรวมไปถึงปัญหาเรื่องเครดิตการแต่งเพลงและค่าลิขสิทธิ์ในช่วงปี 2010 ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นรอยร้าวครั้งสุดท้ายที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาพังทลายโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชายผู้เคยใช้ความโกรธเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างอาณาจักรแห่ง Megadeth กลับเริ่มพูดถึงอดีตด้วยน้ำเสียงที่สงบลง ราวกับเปลวเพลิงแห่งสงครามในตัวเขาเริ่มมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำ

เขายืนยันว่าไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนี้ดำเนินต่อไปอีกแล้ว และสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเขา แต่คือการที่เขาได้แสดงความเคารพในแบบของตัวเอง ได้ปิดประตูบานเก่าที่เคยส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ในหัวใจมาตลอดหลาย 10 ปี คำพูดนั้นฟังดูคล้ายพิธีฝังศพแห่งอดีต ที่ไม่ได้จัดขึ้นในโบสถ์ แต่เกิดขึ้นผ่านเสียงแตกพร่าของกีตาร์ไฟฟ้า

บางที สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดในชีวิตของศิลปินอาจไม่ใช่ความตาย ไม่ใช่ยาเสพติด หรือการล่มสลายของชื่อเสียง แต่อาจเป็นการต้องใช้ชีวิตอยู่กับเงาแห่งอดีตที่ไล่ตามไม่หยุด และสำหรับ Dave Mustaine เงานั้นมีนามว่า Metallica มันคือเงาที่ทั้งสร้างและทำลายเขาในเวลาเดียวกัน ทว่าในวันนี้ ชายคนเดิมกลับเลือกหันหน้าเข้าโอบกอดมัน แทนที่จะใช้มีดแทงใส่มันดั่งอดีตที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เส้นทางของ Mustaine ก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงวงการดนตรี เขาเคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า หากมีบทบาทที่เหมาะสม เขาก็พร้อมจะตัดผมและลองเข้าสู่วงการแสดง ราวกับนักรบผู้ผ่านศึกแห่งสายเลือดมาทั้งชีวิตกำลังมองหาสมรภูมิใหม่หลังสงครามจบลง

แต่ไม่ว่าอนาคตจะพาเขาไปที่ใด สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนคือนามแห่ง Dave Mustaine จะยังคงเป็นดั่งรอยสลักบนกำแพงเหล็กกล้าแห่งประวัติศาสตร์เมทัลตลอดกาล และแม้ว่าใครจะพยายามเขียนเรื่องราวครั้งใหม่สักกี่ครั้ง รอยเลือดจากยุคกำเนิดแห่ง Thrash Metal ก็จะยังคงติดอยู่บนหน้ากระดาษนั้นเสมอ

#DaveMustaine #Megadeth #Metallica #ThrashMetal #RideTheLightning #TerritoryMag

ความคิดเห็น