พงศาวดารที่เผาผลาญโลกแห่งซาวด์! กับ 100 กีตาร์โซโล ที่เป็นดั่งเสียงกรีดร้องแห่งสงครามที่ไม่มีวันตาย


หากเอ่ยถึงเสียงคำรามแห่งกีตาร์ที่เป็นดั่งสนามรบ ซึ่งมนุษย์ใช้ปลดปล่อยความโกรธ ความรัก และความเจ็บปวดออกมาในรูปแห่งคลื่นไฟฟ้า การปรากฏตัวของรายนาม “100 Greatest Guitar Solos Of All Time” จาก Rolling Stone เปรียบเสมือนการเปิดสุสานโบราณ ที่ซึ่งเสียงกีตาร์ไม่เคยตาย หากเพียงรอวันที่ใครบางคนจะขุดมันขึ้นมา แล้วปล่อยให้มันกรีดร้องอีกครั้ง

บทนำของรายชื่อนี้เป็นการประกาศศักดาของโซโลในฐานะศิลปะที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา เสียง 6 สายที่เคยถูกดีดในห้องอัดแคบๆ หรือบนเวทีที่สาดด้วยแสงไฟ กลับกลายเป็นบาดแผลที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้ฟัง ตั้งแต่ยุคบุกเบิกแห่ง blues ไปจนถึงสงครามแห่งซาวด์ของ heavy metal ทุกโน้ตคือร่องรอยแห่งการต่อสู้ บางครั้งยาวนานดั่งการเดินทัพ บางครั้งสั้นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับทิ้งรอยไหม้ไว้ลึกยิ่งกว่าถูกระเบิด

รายนามดังกล่าวไม่ได้วัดจากยอดขายหรือความนิยม หากแต่ตัดสินจากพลังของโซโล ว่ามันสามารถยึดครองเพลงได้หรือไม่ สามารถแยกตัวออกจากเมโลดี้เดิม แล้วสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมาได้หรือไม่ และที่สำคัญ มันต้องเป็นเสียงที่แม้ไม่มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ ผู้ฟังก็ยังสามารถฮัมมันออกมาได้ราวกับบทสวดต้องห้าม

เมื่อไล่เรียงรายนาม เราจะพบเงาแห่งนักรบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ความดิบเถื่อนของ AC/DC ใน “You Shook Me All Night Long” ไปจนถึงการโจมตีแบบเป็นระบบใน “Hangar 18” ของ Megadeth ที่เหมือนเสียงกระสุนปืนกลถล่มแนวป้องกันอย่างไร้ปรานี เสียงกีตาร์ของ Pantera ใน “Cemetery Gates” ที่เป็นดั่งเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ติดอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับความว่างเปล่า

บางบทเพลงคือการแผ่ขยายจักรวาลของตน “For The Love Of God” จาก Steve Vai ฟังราวกับการภาวนาในมหาสงครามแห่งศรัทธา ขณะที่ “Painkiller” ของ Judas Priest คือการพุ่งทะยานของเครื่องจักรสังหารที่ไม่มีวันหยุดหายใจ เสียงของ Iron Maiden ใน “The Trooper” นั้นไม่ต่างจากเสียงฝีเท้าทหารที่เหยียบย่ำกลางสนามรบ ส่วน “Highway Star” ของ Deep Purple คือการไล่ล่าด้วยความเร็วที่แทบฉีกโลกออกเป็นเสี่ยงๆ

และในระดับที่สูงขึ้นไป จุดที่เสียงกีตาร์ไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี แต่เป็นตำนาน นามแห่ง Metallica กับ “One” ปรากฏขึ้นราวกับบันทึกของทหารผู้สูญเสียทุกอย่างในสงคราม เสียงโซโลที่ไต่ระดับจากความเงียบงันไปสู่ความบ้าคลั่งนั้น เปรียบเสมือนจิตใจที่แตกสลาย ขณะที่ “Sweet Child O’ Mine” ของ Guns N’ Roses กลับเป็นรอยยิ้มที่ซ่อนคมมีดไว้ด้านหลัง ทั้งงดงามและแฝงอันตราย

เมื่อรายนามเดินทางมาถึงจุดสูงสุด โลกทั้งใบเหมือนถูกฉีกออกเป็น 2 ส่วน “Eruption” ของ Van Halen คือการกำเนิดแห่งยุคใหม่ เสียงที่ทำให้กีตาร์กลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่สุดในมือมนุษย์ ขณะที่ “Stairway To Heaven” ของ Led Zeppelin คือการปีนขึ้นสู่สวรรค์ผ่านเสียงที่เต็มไปด้วยทั้งความหวังและความสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้รายนามเหล่านี้น่าสะพรึง ไม่ใช่แค่การจัดอันดับ แต่คือความจริงที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ทุกคนต่างมีรายนามของตนในหัวใจ และทุกโซโลที่ถูกเลือกหรือถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งแห่งพิธีกรรมที่เรียกว่าการบูชากีตาร์ ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะในท้ายที่สุด เสียงโซโลคือเสียงร้องของมนุษย์ในสนามรบที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นภาษาที่ไม่ต้องแปล เป็นบาดแผลที่ไม่ต้องรักษา และตราบใดที่ยังมีใครบางคนหยิบกีตาร์ขึ้นมา เสียงนั้นก็จะยังคงกรีดร้องเพื่อยืนยันว่าเรายังคงมีชีวิต!

#GuitarSolo #HeavyMetal #RockLegend #RollingStone #MetalHistory #TerritoryMag

ความคิดเห็น