100 คำสาปแห่ง Black Metal
Dark Funeral – The Secrets of the Black Arts
ห้วงแห่งฤดูอันหนาวเหน็บของสวีเดน ปี 1996 ขณะที่ Black Metal ยังเต็มไปด้วยกลิ่นเลือด ควันไฟ และเถ้าถ่านจากสงครามแห่งศรัทธาที่เพิ่งปะทุขึ้นไม่กี่ปีก่อนหน้า เสียงร่ำลือเรื่องโบสถ์ถูกเผา ศพในป่าหิมะ และการล่มสลายแห่งศีลธรรม ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศเสมือนหมอกสีเทาที่ไม่มีวันสลาย และท่ามกลางยุคสมัยที่ความมืดกำลังกัดกินจิตใจของคนหนุ่มสาว วงหนึ่งจาก Stockholm ได้เปิดประตูบานใหม่ให้ Black Metal ก้าวลึกลงไปในดินแดนแห่งพิธีกรรมอันดำมืด พวกเขาเรียกมันว่า The Secrets of the Black Arts คัมภีร์ต้องห้ามที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเสียงกีตาร์ที่คมกริบราวใบมีด สนามรบแห่งกลองบลาสต์บีต และเสียงคำรามจากปากของปีศาจที่ยังมีลมหายใจ
อัลบั้มเปิดตัวชุดแรกของ Dark Funeral ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างอย่างศิลปินหัวก้าวหน้าบางวงในยุคนั้น แต่มันเกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่าความชั่วร้ายสามารถถูกถ่ายทอดออกมาให้บริสุทธิ์ที่สุดได้อย่างไร ภายใต้สังกัด No Fashion Records วันที่ 28 มกราคม 1996 กลายเป็นวันที่หิมะแดนเหนือแห่งยุโรปเหมือนถูกย้อมด้วยเขม่าสีดำ เมื่อแผ่น CD หมายเลข NFR 011 ถูกปล่อยออกสู่โลก พร้อมปกอัลบั้มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดแห่งจิตรกรเยอรมันศตวรรษที่ 19 อย่าง Caspar David Friedrich ภาพภูมิทัศน์อันโดดเดี่ยว เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยความตาย เสมือนคำพยากรณ์ว่าผู้ฟังกำลังจะถูกลากเข้าสู่ดินแดนที่ไร้แสงอาทิตย์หลงเหลืออยู่
ตั้งแต่วินาทีแรกของอินโทร “The Dark Age Has Arrived” มันเหมือนเงาดำที่ค่อยๆ คลานเข้ามาในห้อง เสียง ambient สั้นๆ ทำหน้าที่ดั่งลมหายใจแห่งสุสาน ก่อนที่เพลงไตเติล “The Secrets of the Black Arts” จะพุ่งเข้าชนราวกับกองทัพอสูรเปิดฉากบุกเมืองในค่ำคืนที่ไร้จันทร์ กีตาร์ของ Blackmoon และ Lord Ahriman ไม่ได้เน้นความซับซ้อนทางเทคนิค แต่มันเต็มไปด้วยริฟฟ์ที่เศร้าหมอง เย็นยะเยือก และกดทับหัวใจดุจท้องฟ้าที่กำลังพังลงมาเหนือสนามรบ บลาสต์บีตของ Equimanthorn อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบในเชิงโปรดักชัน แต่กลับให้ความรู้สึกดิบเถื่อนเหมือนเสียงม้าศึกวิ่งบดกระดูกมนุษย์อยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง
และเหนือสิ่งอื่นใด เสียงร้องของ Themgoroth คือหัวใจแห่งพิธีกรรมนี้ มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแบบ Black Metal ทั่วไป แต่เป็นเสียงที่ฟังเหมือนนักบวชซาตานกำลังอ่านคำสาปในมหาวิหารที่ถูกเผา เสียงต่ำ หนัก และเต็มไปด้วยความพิโรธ ทำให้เพลงอย่าง “Satan’s Mayhem” หรือ “When Angels Forever Die” ฟังเหมือนบันทึกเหตุการณ์วันสิ้นโลกมากกว่าจะเป็นเพลงเมทัลธรรมดา ขณะเดียวกัน “Shadows over Transylvania” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ทำให้นามแห่ง Dark Funeral ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ด้วยบรรยากาศโกธิกอันหนาวเหน็บ ราวกับปราสาทร้างในดินแดนแวมไพร์ที่ไม่มีมนุษย์คนใดกล้าเดินเข้าไปหลังอาทิตย์ตกดิน
สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้แตกต่างจากงาน Black Metal จำนวนมากในยุคนั้น คือมันไม่ใช่เพียงเสียงแห่งความเกลียดชัง แต่มันเต็มไปด้วยภาพและบรรยากาศ เนื้อเพลงของอัลบั้มพูดถึงยุคมืด การล่มสลายแห่งสรวงสวรรค์ เลือดที่ตกลงมาจากฟากฟ้า และโลกที่พระเจ้ามิอาจควบคุมได้อีกต่อไป ทุกถ้อยคำเหมือนเขียนขึ้นจากสมุดบันทึกของผู้รอดชีวิตในสงครามศักดิ์สิทธิ์ บทเพลง “The Dawn No More Rises” ยิ่งขยายความรู้สึกนั้นออกมาอย่างชัดเจน เมื่อมันพรรณนาถึงวันที่แสงสุดท้ายของโลกมอดดับ และยุคแห่งความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่งอย่างถาวร
แม้ในเวลาต่อมา Dark Funeral จะกลายเป็นหนึ่งในนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่ง Swedish Black Metal และออกอัลบั้มสำคัญๆ อีกหลายชุด ตั้งแต่ Vobiscum Satanas ไปจนถึง Where Shadows Forever Reign แต่สำหรับแฟนเพลงจำนวนมาก The Secrets of the Black Arts ยังคงเป็นงานที่บริสุทธิ์และน่าหวาดกลัวที่สุด เพราะมันถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ Black Metal ยังไม่กลายเป็นสินค้า ยังไม่ถูกขัดเกลาเพื่อเวทีเทศกาลหรือเสื้อยืดตามห้างสรรพสินค้า มันคือเสียงของคนที่ต้องการเรียกหาความมืดอย่างแท้จริง
หลาย 10 ปีผ่านไป อัลบั้มนี้ยังถูกนำกลับมาทำใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในรูปแบบ CD, vinyl, cassette และ remastered editions จากหลายสังกัดทั่วโลก ราวคัมภีร์ต้องห้ามที่ไม่มีวันถูกฝังกลบ ยิ่งเวลาผ่านไป นามแห่ง The Secrets of the Black Arts กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นดุจคำสาปที่เติบโตจากเถ้ากระดูกแห่งยุค 90s และทุกครั้งที่เสียงอินโทรดังขึ้น ผู้ฟังก็ยังคงถูกดึงกลับไปยังค่ำคืนอันหนาวเหน็บแห่งสวีเดน วันที่ความมืดเดินออกมาจากป่าหิมะ พร้อมประกาศต่อโลกว่า The Dark Age Has Arrived..!
#DarkFuneral #TheSecretsoftheBlackArts #BlackMetal #SwedishBlackMetal #Blackmoon #LordAhriman #Themgoroth #NoFashionRecords #100คำสาปแห่งBlackMetal #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น