100 คำสาปแห่ง Black Metal


Watain – Lawless Darkness

ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal หลายอัลบั้มถูกประกาศตัวราวคำทำนาย แต่มีเพียงไม่กี่อัลบั้มที่กล้าประกาศสงครามอย่างเปิดเผย Watain คือหนึ่งในกองทัพนั้น และ Lawless Darkness คือธงดำที่พวกเขาปักลงบนสนามรบในปี 2010 อัลบั้มลำดับที่ 4 ของวงจาก Sweden ที่เป็นดั่งประกาศิตแห่งความมืดที่เขียนด้วยเขม่าควัน ดินปืน และกลิ่นเลือดของสัตว์บูชายัญ ราวพิธีกรรมที่เรียกบางสิ่งให้กลับมาจากขุมนรก

ก่อนหน้านั้น Watain ได้รับการยกย่องอย่างสูงจาก Sworn to the Dark งานที่ทำให้นามของพวกเขากลายเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่ง Black Metal ยุคใหม่ แต่แทนที่จะถอยกลับไปหลบอยู่ในเงาแห่งความสำเร็จ วงกลับเลือกเดินหน้าเข้าสู่สนามเพลาะที่ลึกยิ่งกว่า ด้วยประโยคประกาศอันโอหังที่ว่า “On June 7th, 2010, Black Metal shall be reborn.” หลายคนหัวเราะกับความมั่นใจเช่นนั้น หลายคนมองว่าเป็นเพียงการตลาดราคาถูก แต่เมื่อเสียงแรกของ Death’s Cold Dark ปะทุขึ้น ความสงสัยเหล่านั้นก็เริ่มถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นี่คือผลงานที่ยาวกว่า 73 นาที ราวกับมหาสงครามที่ไม่มีใครอนุญาตให้พักหายใจ มันถูกบันทึกเสียงที่ Necromorbus Studio ใน Stockholm ช่วงต้นปี 2010 ก่อนถูกส่งไปขัดเกลาที่ The Panic Room ซาวด์ที่ได้จึงไม่ใช่ความสกปรกแบบดิบเถื่อนอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือความโหดที่ผ่านการจัดระเบียบอย่างแม่นยำ ราวกับกองทัพปีศาจที่เดินแถวอย่างมีวินัย สมาชิกหลักในยุคนั้นประกอบด้วย E. ผู้รับหน้าที่ร้อง เบส และเขียนเนื้อหา, H. ประจำแนวรบกลอง และ P. ผู้หลอมกีตาร์ให้กลายเป็นอาวุธสังหาร

หาก Sworn to the Dark คือมีดที่แทงเข้าซี่โครง Lawless Darkness ก็คือหอกยาวที่ทะลุร่างศัตรูจากระยะไกลพร้อมธงดำโบกสะบัดเหนือซากศพ งานชุดนี้ยังคงรากฐาน Melodic Black Metal แบบ Watain เอาไว้อย่างชัดเจน แต่เพิ่มความเป็น Thrash, Doom และบรรยากาศ Epic เข้าไปจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่ขึ้น อันตรายขึ้น และคาดเดาไม่ได้

Malfeitor คือพิธีสวดในวิหารที่เพดานกำลังถล่ม Reaping Death คือการโจมตีสายฟ้าแลบที่เต็มไปด้วยไฟนรกและความฮึกเหิม ส่วน Four Thrones เดินเชื่องช้าราวราชรถบรรทุกศพที่ลากผ่านหมู่บ้านต้องสาป ขณะที่เพลงไตเติล Lawless Darkness ซึ่งเป็น instrumental ยาวกว่า 6 นาที กลับทำหน้าที่เหมือนช่วงเวลาที่สนามรบเงียบงันลงก่อนพายุลูกใหม่จะถล่ม ทุกอย่างนำไปสู่ Waters of Ain บทสรุปยาว 14 นาทีครึ่งที่เหมือนการเดินเข้าสู่มหาสมุทรแห่งความตายอย่างสมัครใจ

สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้เหนือกว่าความเป็นงานที่โหดร้ายทั่วไป คือความสามารถในการสร้างพลวัต Watain ไม่ได้เร่งเครื่องเต็มพิกัดตลอดเวลา พวกเขารู้ว่าความรุนแรงจะไร้ความหมายหากไม่มีช่วงเวลาให้เงามืดค่อยๆ เลื้อยเข้าหาผู้ฟัง มีทั้ง blast beat ที่พุ่งเหมือนกระสุนกล, tremolo riff ที่เหมือนใบมีดหมุน, melodic passage ที่งดงามราวแสงสุดท้ายเหนือสนามรบ และ doom section ที่หนักหน่วงเหมือนการแบกโลงศพขึ้นจากหลุม

หลายคนพูดถึงอิทธิพลของ Dissection ในอัลบั้มนี้ และมันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ลีดกีตาร์หลายช่วงมีจิตวิญญาณแบบ Jon Nödtveidt ลอยวนอยู่ในอากาศ แต่ Watain ไม่ได้ลอกเลียน พวกเขาใช้มรดกนั้นเป็นเชื้อไฟเพื่อเผาตัวเองให้ลุกไหม้ในรูปแบบใหม่

เสียงตอบรับในเวลานั้นรุนแรงไม่แพ้ตัวงาน หลายฝ่ายยกให้เป็นผลงานระดับคลาสสิก คะแนนรีวิวเฉลี่ยจากหลายแหล่งอยู่ในระดับสูงมาก และไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอัลบั้มนี้ให้ประสบการณ์ที่ฟังเหมือนพิธีกรรมมากกว่าการเปิดแผ่นเพลง เหมือนการเข้าร่วมขบวนแห่ของผู้ถูกสาปมากกว่าการนั่งฟังงานเมทัลธรรมดา

การที่อัลบั้มนี้ถูก reissue หลายครั้งทั้ง CD, 2LP, cassette และ digital ตลอดหลายปีหลังจากนั้นคือหลักฐานชัดเจนว่า Lawless Darkness ไม่ได้เป็นเพียงประกายไฟชั่วคราว มันกลายเป็นเสาหินในประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ยุคใหม่ เป็นงานที่แฟนรุ่นหลังยังย้อนกลับมาศึกษาเหมือนเปิดอ่านตำราต้องห้าม

คำถามคือ Black Metal เกิดใหม่จริงหรือไม่ในวันที่ 7 มิถุนายน 2010? บางคนอาจตอบว่าไม่ เพราะแนวนี้ไม่เคยตาย แต่หากจะบอกว่า Watain ปลุกมันให้คำรามอีกครั้งด้วยความดุร้ายที่ทั้งสง่างามและน่าหวาดกลัว นั่นคงเป็นข้อโต้แย้งที่ยากจะปฏิเสธ

Lawless Darkness คือสงครามศาสนาโดยไม่ต้องมีพระเจ้า เป็นบทเทศน์ที่สวดด้วยเสียงกีตาร์ และเป็นหลักฐานว่าบางครั้งความมืดไม่ได้ต้องการกฎหมาย เพราะมันคือกฎหมายเสียเอง

#Watain #LawlessDarkness #BlackMetal #SeasonOfMist #TerritoryMag

ความคิดเห็น