เมื่อความเงียบงันกลายเป็นอาวุธ! บันทึกแห่งสงครามของ Voiceless Of Fear ในวิหารแห่งเลือดเนื้อ และวิญญาณ
เมื่อปี 2004 ท่ามกลางหมอกควันหนาทึบแห่งซีนเมทัลไทยที่ยังไร้ตัวตนในสายตาของโลกภายนอก เสียงหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นโดยไม่ต้องการคำยอมรับใดๆ ดั่งเสียงคำรามของบางสิ่งที่ถูกกดทับมานาน Voiceless Of Fear ลุกขึ้นจากผืนดินที่แตกร้าว ราวซากศพที่ฝังไว้ตื้นเกินไปจนต้องดันตัวเองขึ้นมาหายใจอีกครั้ง พวกเขาคือผลผลิตแห่งความเชื่อ ความเจ็บปวด และสัญชาตญาณดิบที่ไม่เคยถูกขัดเกลา อ๊อด, อ๊อฟ, ลิ้งค์ และ ฮ้อ รวมตัวกันไม่ต่างจากทหาร 4 คนที่ไม่มีธง ไม่มีประเทศ มีเพียงเสียงแห่งความแตกหักของกีตาร์และจังหวะกลองที่เดินทัพเข้าสู่สนามรบที่ไม่มีใครต้องการย่างกราย
เวทีอย่าง Immortal Bar กลายเป็นพื้นที่สังเวย เป็นทั้งสุสานและแท่นบูชาในเวลาเดียวกัน ทุกการแสดงคือพิธีกรรมที่ต้องมีบางอย่างถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย เสียง หรือสติของผู้ฟัง เสียง breakdown ดังกระแทกเหมือนแรงระเบิดในสนามเพลาะ ขณะที่เสียงร้องคำรามแผดลึกลงไปในจิตใจราวกับคำสาป งานอย่าง Halloween Metal Assault หรือ Water War เป็นดั่งสนามรบที่ Voiceless Of Fear เดินเข้าไปโดยไม่เคยคิดจะถอย และเมื่อพวกเขามุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ใน Head Hit the Wall หรือลากซากความดิบไปปะทะที่พิษณุโลกใน Phitlok Headbangers ดุจการเคลื่อนพลแห่งกองกำลังที่ไม่เคยยอมจำนนต่อความเงียบงัน
จากใต้ดินสู่ต่างแดน เส้นทางของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยชื่อเสียง แต่เต็มไปด้วยแรงต้านและความไม่แน่นอน การบุกมาเลเซียและการขึ้นเวทีในเวียดนามร่วมกับ As Blood Runs Black คือหลักฐานว่าพวกเขาเป็นดั่งคลื่นกระแทกที่เริ่มขยายออกไปไกลกว่าที่ใครคาดคิด และเมื่ออัลบั้มเต็มชุดแรก The Period of Suffering ถูกปล่อยออกมา มันจะเป็นดั่งเอกสารแห่งสงคราม บันทึกแห่งเลือด ความสูญเสีย และความทรมานที่ถูกอัดแน่นในทุกริฟฟ์ ทุกจังหวะ และทุกลมหายใจที่ถูกบีบคั้นจนแทบขาดสะบั้น การเปิดตัวร่วมกับ Eccentric Toilet ในนาม “คอนเสิร์ตเปิดนรก” คือคำประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของโลกปกติไปแล้ว
ทว่าในสนามรบนี้ ไม่มีใครยืนหยัดได้ตลอดไป เวลาเริ่มกัดกินทุกสิ่ง สมาชิกบางคนล้มลง เหลือเพียงโครงสร้างแห่งอดีตที่ต้องถูกหล่อใหม่ด้วยเลือดชุดใหม่ Voiceless Of Fear ในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่วงเดิม หากแต่เป็นซากที่ฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งในร่างใหม่ สมพงษ์ เมืองหงษ์ (อ๊อด) ปล่อยเสียงคำรามที่เหมือนการฉีกลำคอของตน ศุภกฤษณ์ เชื้อสุวรรณ (ลิ้งค์) คุมจังหวะราวแม่ทัพที่สั่งการยมทูต เอกชัย วรรณะ (อ๊อฟ) สาดริฟฟ์กีตาร์ที่คมดุจใบมีด และ อำนวย แซ่ฮ้อ (ฮ้อ) วางเบสที่หนักแน่นราวกับการตอกตะปูปิดฝาโลง
และเมื่อเสียงแห่ง “วิหาร เลือดเนื้อ และวิญญาณ” ดังขึ้นดุจประตูที่เปิดไปสู่โลกที่ไม่มีแสงสว่าง การเดินทางในเนื้อเพลงดั่งการล่มสลายแห่งจิตวิญญาณ จากป่าแห่งภาพลวง สู่ธาราเพลิง สู่ลานเลือดที่เต็มไปด้วยซากศพ ภาพของปีศาจที่ล้อมกัดฉีกกระชากดุจการลงทัณฑ์ของบางสิ่งที่มองไม่เห็น การสลับภาษาไทยและอังกฤษในท่อน “beast demons swarming” เปรียบเสมือนเสียงกระซิบจากอีกภพหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าผู้เล่าเรื่องไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Voiceless Of Fear สร้างขึ้นคือพื้นที่ที่ความกลัวถูกปลดปล่อยโดยไม่มีโซ่ตรวน เป็นวิหารที่ไม่มีพระเจ้า มีเพียงเลือด เนื้อ และวิญญาณที่ถูกบีบคั้นจนแตกสลาย และในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก บางทีความเงียบงันอาจเป็นเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่เคยมีมา!
#VoicelessOfFear #วิหารเลือดเนื้อและวิญญาณ #ThaiDeathcore #UndergroundMetal #ThePeriodOfSuffering #ImmortalBar #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น