เลือดเก่า เลือดใหม่ และบทเพลงต้องคำสาป! Cradle of Filth กับวิวัฒนาการที่ไม่มีวันหยุด


เสียงคำรามแห่งสงครามยังไม่ทันจางหาย เงาดำของอดีตก็คลานกลับมาเกาะกินปัจจุบันอีกครั้ง และในสมรภูมินาม Cradle of Filth ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่แลกมาด้วยเลือด การแตกหัก และบทเพลงที่ฟังดูราวกับเสียงคร่ำครวญแห่งวิญญาณในหลุมศพ เมื่อ Dani Filth ยืนอยู่กลางเวทีภายใต้แสงไฟที่เหมือนเปลวเพลิง เขาไม่ได้เป็นเพียงนักร้องนำ แต่เป็นพยานแห่งสงครามอันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ สงครามที่ไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูภายนอกเท่านั้น หากยังรวมถึงปีศาจภายในวงด้วย

ในช่วงเวลาที่โลกหมุนเร็วเกินกว่าจะหันกลับไปมองอดีต Cradle of Filth กลับเลือกเดินสวนทาง พวกเขายังคงออกทัวร์อย่างไม่หยุดพัก พร้อมกับอัลบั้มลำดับที่ 14 อย่าง The Screaming of the Valkyries ที่เปรียบเสมือนเสียงกรีดร้องจากสนามรบโบราณ เสียงที่เรียกความทรงจำของผู้ล้มตายให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง และในเงามืดแห่งความสำเร็จ กลับมีการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพที่ค่อยๆ กัดกินโครงสร้างของวงอย่างเงียบงัน สมาชิกบางคนจากไป บางคนเข้ามาแทนที่ ราวกับทหารที่ถูกส่งลงสนามโดยไม่มีใครรู้ว่าจะรอดกลับมาเมื่อใด

การมาถึงของมือกีตาร์รายใหม่ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยนาม กลายเป็นเงาปริศนาในกองทัพแห่ง Cradle และในขณะเดียวกัน Kelsey Peters ก็ถูกยืนยันให้ร่วมเดินทางต่อไปในอัลบั้มถัดไป เสมือนการเติมเลือดใหม่ลงในร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล Dani Filth เอ่ยถึงผลงานใหม่ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งระวังและเย็นเยียบ มันไม่ใช่สิ่งที่ซ้ำเดิม และก็ไม่ใช่การทดลองใหม่ หากเป็นอีกขั้นแห่งวิวัฒนาการที่ค่อยๆ บิดเบี้ยวไปตามกาลเวลา เหมือนศพที่ยังไม่ยอมสลาย

ในอีกด้านหนึ่ง อดีตที่เคยถูกฝังกลับถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ EP อย่าง From the Cradle to the Enslave ถูกนำกลับมาปลุกชีพใหม่ และความทรงจำของอัลบั้มระดับตำนานอย่าง Dusk and Her Embrace ก็ถูกพูดถึงในวาระครบรอบ 30 ปี ราวกับแผลเป็นที่ยังไม่สมาน เรื่องราวในยุคนั้นเต็มไปด้วยข้อพิพาททางกฎหมาย การแตกแยก และการต่อสู้เพื่อสิทธิในผลงานของตน สงครามที่ไม่ต่างจากการห้ำหั่นกันในเงามืดของอุตสาหกรรมดนตรี

Dani Filth เล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้นเหมือนชายที่รอดชีวิตจากสนามรบ เขาพูดถึงการแบ่งแยกของสมาชิก การต่อสู้กับค่ายเพลง และการยอมแลกบางสิ่งเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า ในที่สุด Cradle ก็ได้สิทธิ์ในการบันทึก Dusk ใหม่อีกครั้ง และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ผลักพวกเขาเข้าสู่เวทีระดับประเทศในปี 1996 เสมือนการยิงสัญญาณให้โลกได้รับรู้ว่ากองทัพนี้ยังไม่ตาย

แต่แม้จะผ่านสงครามมาแล้วนับไม่ถ้วน เงาแห่งความสยองยังคงตามหลอกหลอน ในการสร้างสรรค์งานอย่าง Godspeed on the Devil's Thunder Dani เคยเกือบได้ร่วมงานกับ Tony Todd นักแสดงจาก Candyman แต่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ้างอิงจากคดีจริงของฆาตกร Gilles de Rais ทำให้ Todd เดินออกจากสตูดิโอไปโดยไม่หันกลับมาอีก เหลือเพียงเสียงกระดาษตกกระทบพื้น เหมือนเสียงปิดฉากของโอกาสที่ไม่มีวันหวนคืน ก่อนที่ Doug Bradley จะเข้ามารับหน้าที่แทน เติมเต็มความสยองในแบบที่โลกคุ้นเคย

ในขณะที่โลกภายนอกอาจมอง Cradle of Filth เป็นเพียงวงเมทัลอีกวงหนึ่ง แต่ภายในนั้นคือสนามรบที่ไม่มีวันหยุดยิง ทุกอัลบั้มคือบทบันทึกแห่งการเอาชีวิตรอด ทุกทัวร์คือการเดินทัพผ่านซากศพแห่งอดีต และทุกบทสนทนาของ Dani Filth ก็เหมือนการเปิดบันทึกแห่งสงครามที่ยังเขียนไม่จบ

เมื่อเสียงกลองเริ่มต้นอีกครั้ง และไฟเวทีสาดส่องลงมา เงาของ Valkyries ก็จะลอยอยู่เหนือหัวผู้ชม ราวกับว่า ในโลกแห่ง Cradle of Filth ไม่มีบทสรุป มีเพียงการดำรงอยู่ ระหว่างเสียงกรีดร้องและความเงียบงัน ระหว่างชีวิตและความตาย!

#CradleOfFilth #DaniFilth #ExtremeMetal #BlackMetal #GothicMetal #MetalNews #TerritoryMag

ความคิดเห็น