100 คำสาปแห่ง Black Metal
Sargeist – Let the Devil In
ณ ดินแดนที่หนาวเหน็บแห่งฟินแลนด์ แผ่นดินซึ่งทะเลสาบนับพันกลายเป็นกระจกสะท้อนความว่างเปล่าของมนุษย์ เสียงหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นจากเถ้าถ่านแห่งศรัทธาที่ถูกเผา มันไม่ใช่เสียงแห่งการปลอบประโลม ไม่ใช่เสียงแห่งความหวัง หากแต่เป็นเสียงกระซิบที่ไหลซึมผ่านกระดูกและเส้นเลือด เสียงที่ไม่ร้องขอการยอมรับ แต่มันบังคับให้ผู้ฟังต้องเปิดประตู และปล่อยบางสิ่งให้เล็ดลอดเข้ามา นั่นคืออัลบั้ม Let the Devil In ของ Sargeist ในบทที่ 53 แห่งพงศาวดาร Black Metal ที่มิได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่ด้วยเถ้ากระดูกแห่งความเชื่อที่พังทลาย
ผลงานชิ้นนี้ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2010 ภายใต้เงาแห่งค่าย Moribund Records ราวกับเป็นสาส์นจากโลกที่ไม่มีพระเจ้า ความยาว 46 นาที 45 วินาทีไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาแห่งซาวด์ แต่เป็นพิธีกรรมที่ค่อยๆ กัดกินสติสัมปชัญญะของผู้ฟังทีละชั้น ทีละลมหายใจ การบันทึกเสียงที่ Fantom Studio ในเมือง Ylöjärvi ที่เป็นดั่งบรรยากาศแห่งความตาย ในรูปแบบที่หนาแน่น อึดอัด และไม่เปิดโอกาสให้แสงใดเล็ดลอดผ่าน
ทันทีที่บทเปิด Empire of Suffering ปะทุขึ้น มันไม่ต่างจากเสียงปืนใหญ่ในสนามรบ เสียงกีตาร์ของ Shatraug พุ่งทะลวงเหมือนกระสุนที่ไม่มีวันหมด ขณะที่เสียงคำรามของ Hoath Torog คล้ายเสียงสวดในพิธีศพที่ไม่มีใครรอดกลับมาเป็นพยาน เสียงเบสของ Vainaya ทำหน้าที่เหมือนแรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดิน และจังหวะกลองของ Horns ก็เหมือนเสียงหัวใจแห่งสงครามที่เต้นอย่างไร้ความปรานี
เพลงอย่าง A Spell to Awaken the Temple คือคำสาปที่ปลุกบางสิ่งจากความมืด ส่วน From the Black Coffin Lair คือการคลานออกจากโลงศพที่ไม่เคยถูกปิดสนิท กลิ่นแห่งดินชื้นและความเน่าเปื่อยยังคงเกาะติดอยู่ในทุกโน้ต ขณะที่ Burning Voice of Adoration กลับกลายเป็นบทสรรเสริญที่บิดเบี้ยว ไม่ใช่ต่อพระเจ้า แต่ต่อความมืดที่ครอบงำ
ความน่าสะพรึงของอัลบั้มนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วหรือความรุนแรงเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ในบรรยากาศที่มันสร้างขึ้น หมอกหนาทึบแห่งซาวด์ที่ทำลายความชัดเจน ทุกอย่างถูกกลืนเข้าไปในความคลุมเครือ เหมือนเดินหลงอยู่ในสนามรบที่เต็มไปด้วยควันปืน ไม่มีทิศทาง ไม่มีทางหนี และไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อเดินทางเข้าสู่ครึ่งหลังของอัลบั้ม บทเพลง Let the Devil In กลายเป็นเสมือนพิธีกรรมขั้นสุดท้าย เสียงร้องที่พ่นคำออกมาซ้ำๆ เปรียบเสมือนตราประทับแห่งการตกสู่ห้วงนิรันดร์ มันไม่ใช่คำเชิญ แต่มันคือคำตัดสิน ส่วน Twilight Breath of Satan กลับเผยด้านยะเยือกและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน เสียงกีตาร์ที่แฝงความเศร้าผสานกับเสียงร้องดิบเถื่อน ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่ผู้ฟังสามารถหลงทางเข้าไป และอาจไม่มีวันกลับออกมา
ในขณะที่ Sanguine Rituals และ As Darkness Tears the World Apart ทำหน้าที่เหมือนบทสรุปแห่งสงคราม โลกที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ โดยไม่มีผู้ชนะ มีเพียงความว่างเปล่าที่หลงเหลืออยู่
แม้ Sargeist จะไม่ได้เป็นผู้บุกเบิก Black Metal ฟินแลนด์ยุคแรกเหมือน Horna หรือ Azaghal แต่ Let the Devil In ได้ยกระดับพวกเขาให้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางแห่งซาวด์จากดินแดนทะเลสาบพันแห่ง มันคือผลงานที่ไม่มีรอยแตก ไม่มีความลังเล และไม่มีการประนีประนอมใดๆ กับความโหดร้ายของตัวเอง
นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่คุณจะต้องฟัง แต่มันคืออัลบั้มที่คุณจะต้องเผชิญ และเมื่อคุณก้าวเข้าไปแล้ว คุณจะเข้าใจทันทีว่า ประตูบางบานไม่เคยควรถูกเปิดออกตั้งแต่แรก
และเมื่อเสียงสุดท้ายดับลง สิ่งที่ยังคงอยู่ไม่ใช่ท่วงทำนอง แต่คือความรู้สึกบางอย่างที่กัดกินอยู่ภายใน เหมือนมีบางสิ่งยังคงเฝ้ามองจากอีกฟากหนึ่งของความมืด รอเพียงจังหวะที่คุณเผลอ แล้วมันจะก้าวเข้ามาโดยไม่มีวันจากไป
#Sargeist #LetTheDevilIn #FinnishBlackMetal #UndergroundMetal #BlackMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น