100 คำสาปแห่ง Black Metal
Root – The Temple in the Underworld
ณ ห้วงเวลาที่ยุโรปตะวันออกยังคงหายใจด้วยกลิ่นสนิมของระบอบเก่าแก่ โลกอีกใบหนึ่งกำลังก่อรูปขึ้นในเงามืด โลกที่เสียงกีตาร์คือคาถาเรียกขานสิ่งที่หลับใหลมานานนับศตวรรษ และในเดือนธันวาคม ปี 1992 วง Root ได้ปล่อยอัลบั้มเต็มลำดับถัดมาของพวกเขาในนาม The Temple in the Underworld ราวกับเป็นการเปิดประตูหินสู่โลกใต้พิภพที่ไม่ควรถูกแตะต้อง
นี่ไม่ใช่เพียงงานบันทึกเสียง แต่มันคือพิธีกรรม
เสียงสายฝนและฟ้าคำรามในบท “Intro” ดุจการชำระล้างก่อนเข้าสู่แดนต้องห้าม เมื่อท่วงทำนองของ “Moonlight Sonata” แทรกตัวเข้ามา มันไม่ได้ฟังเหมือนการหยิบยืมจากโลกคลาสสิก หากเป็นเหมือนเสียงไว้อาลัยให้แก่โลกของมนุษย์ที่กำลังจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง จากนั้น “Casilda’s Song” ก็พาผู้ฟังดำดิ่งสู่เมือง Carcosa อันสาปสูญ โลกในจินตนาการที่ถูกฉีกออกจากวรรณกรรมของ Robert W. Chambers และหลอมรวมเข้ากับซาวด์อันเย็นเยียบแห่งเมทัล
เสียงร้องของ Jiří "Big Boss" Valter ไม่ได้เป็นเพียงเสียงมนุษย์อีกต่อไป มันคือเสียงของนักบวชในวิหารร้าง ผู้กระซิบถ้อยคำที่ไม่ควรถูกเข้าใจ เสียงต่ำทุ้มก้องกังวานคล้ายบทสวดที่หลุดออกมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผสานเข้ากับกีตาร์ของ Petr "Blackosh" Hošek ที่คมกริบดั่งคมมีดในพิธีบูชายัญ ขณะที่จังหวะกลองของ René "Evil" Kostelňák ตีซ้ำเหมือนการเคาะประตูแห่งนรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพลงไตเติล “The Temple in the Underworld” คือหัวใจของอัลบั้ม โครงสร้างที่หนักแน่น เคลื่อนตัวช้าแต่มั่นคงเหมือนวิหารหินขนาดมหึมา ทุกริฟฟ์เหมือนก้อนหินที่ถูกวางทับซ้อนกันอย่างมีพิธีการ ก่อนจะระเบิดออกเป็นความดุดันในช่วงท้าย ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลยาวนานนับพันปี
แต่สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้แตกต่างจาก Black Metal ร่วมยุค ไม่ใช่เพียงความมืดหรือความรุนแรง หากคือวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลกว่านั้น Root ไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อทำลาย แต่กำลังสร้างจักรวาลของตนเอง จักรวาลที่เต็มไปด้วยเทพโบราณ อารยธรรมที่สูญหาย และตำนานที่ถูกเขียนขึ้นใหม่โดยมือของพวกเขา แนวคิดของ “Kärgeräs” ที่ถูกกล่าวถึงใน “Aposiopesis” คือหนึ่งในเมล็ดพันธุ์ของโลกนั้น โลกที่ต่อมาจะเติบโตและแผ่ขยายในผลงานถัดไป
เมื่ออัลบั้มดำเนินไป เสียงซินธ์บางเบาใน “The Solitude” และ “Voices from…” เปรียบเหมือนลมหายใจของสิ่งที่มองไม่เห็น พาผู้ฟังเดินผ่านทะเลทรายที่ไร้จุดหมาย ก่อนจะปะทะเข้ากับกำแพงแห่งซาวด์ใน “The Wall” ที่หนักหน่วงและเย็นชา ราวกับกำแพงหินไซโคลเปียนของเทพโบราณที่ไม่มีวันพังทลาย
“Message” กลับกลายเป็นบทสวดที่จับต้องได้มากที่สุด ท่วงทำนองที่ติดหูแต่ยังคงแฝงด้วยความชั่วร้าย ขณะที่ “The Old Ones” ชัดเจนว่าเป็นการคำนับต่อจักรวาลของ H. P. Lovecraft ที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์เฝ้ามองเราอยู่จากขอบจักรวาล
และเมื่อถึง “My Name…” เสียงอะคูสติกอันเงียบสงบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามใด เพราะมันคือเสียงแห่งความตายที่พูดกับมนุษย์โดยตรง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความเกลียดชัง มีเพียงความจริงที่เย็นเยียบและหลีกเลี่ยงไม่ได้
อัลบั้มนี้ถูกบันทึกขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในเดือนตุลาคม 1992 ณ Studio “C” ใน Czechoslovakia แต่สิ่งที่ถูกบันทึกลงไป ไม่ใช่เพียงเสียงดนตรี หากเป็นเศษเสี้ยวของโลกที่ไม่ควรถูกค้นพบ และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงได้รับคะแนนรีวิวเฉลี่ยสูงถึง 96% เพราะมันไม่ใช่แค่อัลบั้มที่ดี แต่มันคือประสบการณ์
มีคนเรียกมันว่างานเปลี่ยนผ่าน แต่บางทีคำนี้อาจอ่อนเกินไป เพราะ The Temple in the Underworld ไม่ได้แค่พา Root ก้าวไปข้างหน้า มันคือการสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาเอง เส้นทางที่ไม่เคยมีใครกล้าเดิน
และเมื่อเสียงสุดท้ายดับลง ผู้ฟังอาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเพิ่งฟังเพลงจบ แต่เหมือนเพิ่งกลับมาจากสถานที่บางแห่ง…สถานที่ที่ยังคงเรียกหาอยู่ในความเงียบงัน
และบางที วิหารนั้น…ยังไม่ได้ปิดลงจริงๆ
#Root #TheTempleInTheUnderworld #BlackMetal #CzechMetal #OccultMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น