100 คำสาปแห่ง Black Metal


Blasphemy – Fallen Angel of Doom

ณ ห้วงเวลาที่โลกยังไม่ทันตั้งตัวกับเงามืดแห่ง Black Metal คลื่นลูกหนึ่งได้พุ่งทะลุออกมาจากแผ่นดินอันหนาวเย็นแห่งแคนาดา มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ต้องการการยอมรับ ไม่ใช่ศิลปะที่แสวงหาความงาม หากแต่เป็นการระเบิดของแรงอาฆาตที่สะสมอยู่ใต้พื้นผิวแห่งศรัทธา และเมื่อ Fallen Angel of Doom.... ของ Blasphemy ถูกปลดปล่อยในเดือนสิงหาคม ปี 1990 ผ่านค่าย Wild Rags Records มันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่การถือกำเนิดขึ้นในฐานะอัลบั้มเดบิวต์ หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่นรกอีกชั้นหนึ่ง ที่ไม่มีใครเคยเตรียมใจรับมือ

ซาวด์อินโทร “Winds of the Black Godz” ไม่ได้เป็นเพียงบทนำ หากแต่คือพิธีกรรมเปิดประตูสู่สนามรบที่ไร้พระเจ้า เสียงสังเคราะห์ที่ลอยวนราวกับวิญญาณที่ถูกทรมาน ทำหน้าที่เหมือนเสียงแห่งสายลมในสุสาน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกฉีกกระชากด้วยบทเพลงไตเติลแทร็ก “Fallen Angel of Doom” ที่พุ่งเข้าใส่ผู้ฟังเหมือนกระสุนปืนกล ไม่มีจังหวะให้ตั้งหลัก ไม่มีพื้นที่ให้หายใจ มีเพียงแรงกระแทกของริฟฟ์กีตาร์ที่หยาบกระด้าง เสียงกลองที่กระหน่ำราวกับเครื่องจักรแห่งสงคราม และเสียงคำรามของ Nocturnal Grave Desecrator and Black Winds ที่เหมือนศพฟื้นคืนชีพขึ้นมาสาปแช่งโลกทั้งใบ

นี่ไม่ใช่ Black Metal ในความหมายเดิมอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกว่า War Metal รูปแบบที่โหดร้ายกว่า สับสนกว่า และไร้ความปรานีมากกว่า เสียงดนตรีในอัลบั้มนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ฟังง่ายหรือเข้าใจได้ หากแต่เป็นเหมือนกองซากปรักหักพังแห่งสนามรบ ที่ทุกองค์ประกอบถูกบดขยี้รวมกันจนกลายเป็นมวลเสียงเดียว ริฟฟ์กีตาร์ของ Caller of the Storms ไม่ได้เล่นเพื่อโชว์ความซับซ้อน แต่เล่นเพื่อทำลายล้าง เสียงกลองของ 3 Black Hearts of Damnation and Impurity ไม่ได้รักษาจังหวะ แต่ทำหน้าที่เหมือนปืนใหญ่ที่ยิงไม่หยุด ส่วนจังหวะกีตาร์ของ The Traditional Sodomizer of the Goddess of Perversity ก็ทำหน้าที่เติมเต็มความโกลาหลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ภายใต้ความสับสนวุ่นวายนั้น กลับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ โครงสร้างแห่งความเกลียดชังที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ เนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยภาพของการทำลายล้างศาสนา การบูชาความมืด และสงครามศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้เป็นเพียงการยั่วยุ หากแต่เป็นการประกาศสงครามต่อทุกสิ่งที่เคยถูกเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ บทเพลงอย่าง “Desecration” หรือ “Demoniac” เป็นเหมือนคำสาปที่ถูกปล่อยออกมาเป็นถ้อยคำ เสียงร้องที่ก้องกังวานอยู่เหนือซากศพแห่งศรัทธา ทำให้ทุกวินาทีของอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการล่มสลาย

สิ่งที่ทำให้ Fallen Angel of Doom แตกต่างจากงานอื่นในยุคนั้น ไม่ใช่แค่ความรุนแรงแห่งซาวด์ แต่คือความดิบที่ไม่ผ่านการขัดเกลา โปรดักชันที่ขุ่นมัว หนักหน่วง เสมือนถูกบันทึกในหลุมศพ กลับกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้อัลบั้มนี้มีชีวิต มันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นเอง ที่ทำให้มันกลายเป็นต้นแบบของวงรุ่นหลังอย่าง Conqueror, Revenge หรือ Black Witchery ที่จะเดินตามเส้นทางแห่งความพินาศนี้ต่อไป

แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ และรูปแบบดนตรีจะถูกพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่นามแห่ง Fallen Angel of Doom ยังคงถูกเอ่ยถึงเหมือนตำนานที่ไม่เคยตาย การรีอิชชูจำนวนมากในหลายรูปแบบ ตั้งแต่แผ่นไวนิลสีแดงรุ่นจำกัด ไปจนถึงการกดใหม่โดย Nuclear War Now! Productions เป็นหลักฐานว่ามันไม่เคยจางหายไปจากโลกใต้ดิน และยังคงหลอกหลอนผู้ที่กล้าก้าวเข้ามาในอาณาจักรนี้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว Fallen Angel of Doom ไม่ใช่อัลบั้มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการฟัง แต่มันคือสิ่งที่ต้องเผชิญ เหมือนการยืนอยู่กลางสนามรบที่ไร้ความหมาย เหมือนการจ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่าที่ตอบกลับมาด้วยเสียงคำรามแห่งปีศาจ และเมื่อเสียงสุดท้ายของ “The Desolate One” ดับลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่ความเงียบงัน แต่คือความรู้สึกว่าบางสิ่งในตัวเราถูกทำลายไปแล้วอย่างไม่มีวันย้อนกลับ

และนั่นเอง คือคำสาปที่แท้จริงของมัน!

#Blasphemy #FallenAngelOfDoom #WarMetal #BlackMetal #UndergroundMetal #TerritoryMag

ความคิดเห็น