Tales from the Thousand Lakes มหากาพย์จากทะเลสาบพันสาย ที่ปลุกวิญญาณ Death Metal ให้มีชีวิตอีกครั้ง
กลางทศวรรษ 1990 ซาวด์แห่งเมทัลกำลังเคลื่อนตัวเสมือนแผ่นดินที่กำลังปริแตก เสียงกีตาร์หนักหน่วงจาก Death Metal ยังคงก้องสะท้อนอยู่ทั่วทวีปยุโรปและอเมริกา ขณะที่วงดนตรีจำนวนมากยังคงเดินตามร่องทางเดิมแห่งความรุนแรงแห่งซาวด์ แต่ท่ามกลางหมอกหนาทึบเหนือผืนป่าแห่งฟินแลนด์ วงหนึ่งกำลังทำบางสิ่งที่แตกต่างออกไป ราวกับนักรบที่กำลังหยิบตำราโบราณขึ้นมาอ่านกลางสนามรบ วงนั้นคือ Amorphis และปีนั้นคือปี 1994 ปีที่พวกเขาปลดปล่อยอัลบั้มซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญแห่งเมทัลยุคใหม่ Tales from the Thousand Lakes
อัลบั้มชุดที่ 2 ของ Amorphis คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของเส้นทางแห่งซาวด์ของพวกเขา เหมือนการเดินออกจากเงามืดแห่งถ้ำโบราณสู่ผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกและตำนาน เสียงคำรามแบบ Death Metal ยังคงเป็นแกนหลักของงาน แต่ในคราวนี้มันถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศลึกลับ ท่วงทำนองที่มีรากจากดนตรีพื้นบ้าน และโครงสร้างเพลงที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แรงบันดาลใจสำคัญของอัลบั้มนี้มาจาก Kalevala มหากาพย์ประจำชาติของฟินแลนด์ เรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยวีรบุรุษ เวทมนตร์ และโลกแห่งตำนานที่มีอายุหลายศตวรรษ Amorphis หยิบเอาเรื่องเล่าจากตำนานนั้นมาถักทอเป็นบทเพลง ราวกับกำลังปลุกวิญญาณแห่งอดีตให้กลับมามีชีวิตผ่านเสียงกีตาร์ เสียงเบส และจังหวะกลองที่ดังก้องเสมือนกลองแห่งสงคราม
หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้อัลบั้มนี้แตกต่างจากงาน Death Metal ในยุคนั้น คือการนำเสียงร้องคลีนเมโลดิกของ Ville Tuomi เข้ามาผสมกับเสียงร้องคำรามแบบดิบเถื่อน การผสมผสานนี้สร้างมิติใหม่ให้กับซาวด์ของวง ทำให้ความโหดร้ายแห่ง Death Metal ถูกห่อหุ้มด้วยบรรยากาศที่ลึกลับและมีเสน่ห์อย่างประหลาด เสมือนแสงไฟจากกองเพลิงกลางคืนที่กำลังส่องผ่านหมอกหนา
แต่สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นผลงานที่โดดเด่นยิ่งกว่านั้น คือการผสมผสานแนวคิดทางดนตรีที่หลากหลาย Amorphis ไม่ได้หยุดอยู่แค่ Death Metal พวกเขานำเอาท่วงทำนองแบบ folk ฟินแลนด์ โครงสร้างเพลงแบบ progressive และกลิ่นอาย psychedelic มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นภาษาดนตรีที่ไม่เหมือนใคร ซาวด์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองเหล่านี้ต่อมากลายเป็นลายเซ็นของ Amorphis และยังส่งอิทธิพลต่อวงการ Melodic Death Metal ในวงกว้าง
ภายในวงเอง อัลบั้มนี้ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ Tales from the Thousand Lakes คือผลงานแรกของ Amorphis ที่มี Kasper Mårtenson เข้าร่วมในฐานะมือคีย์บอร์ดอย่างเป็นทางการ การมาของคีย์บอร์ดเพิ่มมิติของบรรยากาศให้กับดนตรีของวง ทำให้ซาวด์ของอัลบั้มมีความลึกและล่องลอยมากขึ้น ราวกับเสียงแห่งสายลมที่พัดผ่านทะเลสาบในยามค่ำคืน
ก่อนหน้านั้นหน้าที่คีย์บอร์ดเคยตกอยู่กับมือกลอง Jan Rechberger ที่ต้องทำ 2 หน้าที่ทั้งจังหวะกลองและซินธ์ไปพร้อมกัน แต่หลังจากอัลบั้มนี้ถูกปล่อยออกมา Rechberger ก็แยกทางกับวงในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2003 กับอัลบั้ม Far from the Sun ช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนแห่งซาวด์และโครงสร้างของวง
ในแง่ของความสำเร็จทางการค้า อัลบั้มนี้ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างไม่คาดคิด Tales from the Thousand Lakes กลายเป็นผลงานที่ขายดีที่สุดของ Relapse Records ในเวลานั้น โดยมียอดขายทะลุ 100,000 ชุด ตัวเลขที่ไม่เพียงเป็นชัยชนะของ Amorphis เท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ค่าย Relapse กลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในโลกแห่งเมทัลใต้ดินช่วงทศวรรษ 1990
เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ อัลบั้มชุดนี้คือประตูบานหนึ่งที่เปิดทางให้ Death Metal สามารถเดินเข้าสู่โลกแห่งเมโลดี้และบรรยากาศได้อย่างเต็มตัว หลายวงในเวลาต่อมาหยิบเอาแนวทางนี้ไปพัฒนา จนเกิดแนวทางใหม่ๆ มากมายในวงการดนตรีเมทัล
เสียงกีตาร์จาก Tales from the Thousand Lakes ยังคงดังก้องเสมือนเสียงแห่งสายลมที่พัดผ่านผืนน้ำสีดำในยามค่ำคืน และแม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษ มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในงานที่นิยามความเป็นไปได้ใหม่ๆ แห่ง Melodic และ Progressive Death Metal ได้อย่างทรงพลัง ราวกับเรื่องเล่าจากตำนานโบราณที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำของโลกแห่งเมทัล
#Amorphis #TalesFromTheThousandLakes #DeathMetal #MelodicDeathMetal #RelapseRecords #Kalevala #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น