Anthrax กับอัลบั้มใหม่ที่อาจไม่ใช่บทอำลา แต่คือคำประกาศจากผู้รอดตาย!


มีบางวงที่เมื่อเอ่ยชื่อออกมาแล้ว มันไม่ใช่เพียงชื่อของวงเมทัล หากแต่เป็นชื่อแห่งกองทัพเก่าแก่ที่เดินฝ่าความเปลี่ยนแปลงของโลกมาอย่างดื้อดึง ทระนง และเปื้อนฝุ่นควันจากสมรภูมิมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน Anthrax คือหนึ่งในนั้น พวกเขาไม่ใช่วงที่อยู่รอดมาได้เพราะโชค ไม่ใช่วงที่ยังถูกพูดถึงเพราะความทรงจำเก่าๆ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นวงที่ยังคงขบฟันแน่น ยืนอยู่กลางแรงลมแห่งกาลเวลา และยังเชื่อว่าการทำอัลบั้มใหม่ไม่ควรเป็นพิธีกรรมที่ทำไปให้จบๆ หากต้องเป็นการลงมือสร้างบางสิ่งที่คู่ควรกับชื่อของตัวเองจริงๆ บทสนทนาล่าสุดของ Charlie Benante และ Scott Ian จึงไม่ใช่เพียงการโปรโมตงานใหม่ หากฟังดีๆ มันคล้ายบันทึกจากแนวหน้า บันทึกของคนที่ผ่านการทัวร์ ผ่านโรคระบาด ผ่านความไม่แน่นอนของชีวิต และยังดึงเหล็กในหัวใจกลับมาตีขึ้นรูปเป็นอาวุธชิ้นใหม่ในนาม Cursum Perficio

ชื่ออัลบั้มนี้ฟังดูเหมือนถ้อยคำบนหลุมศพแห่งจักรพรรดิที่รู้ตัวว่าขบวนแห่ใกล้สิ้นสุด Charlie Benante เล่าว่าแรงบันดาลใจหนึ่งมาจากสารคดีของ Marilyn Monroe และแผ่นป้ายที่มีคำว่า “Cursum Perficio” ซึ่งตีความได้ในทางว่าการเดินทางของฉันสิ้นสุดลงแล้ว หรือข้าพเจ้ามาถึงปลายทางแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Anthrax กำลังยกธงขาวเสียทีเดียว เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือความคลุมเครือของมัน ความรู้สึกระหว่างการอำลากับการสานต่อ ราวกับวงกำลังยืนอยู่บนสันเขา มองลงไปยังหุบเหวเบื้องล่าง และยังไม่ยอมบอกใครชัดๆ ว่านี่คือปลายทางจริงหรือเป็นเพียงอีกช่วงหนึ่งแห่งการเดินทาง Scott Ian เองก็มองว่ามันอาจหมายถึงการเดินทางของอัลบั้มชุดนี้โดยตรง อัลบั้มที่ใช้เวลานานผิดคาด กว่าจะประกอบร่างเสร็จสมบูรณ์ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลุกขึ้นมาทีละอวัยวะจากใต้ดิน

แม้ผู้คนภายนอกจะมองว่านี่คือการเว้นช่วงยาวนานถึง 10 ปีนับจาก For All Kings ในปี 2016 แต่ในมุมของ Scott Ian เวลานั้นไม่ได้ยาวเช่นที่ตัวเลขบอก เพราะชีวิตจริงของวงหลัง For All Kings คือการทัวร์ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2019 ก่อนที่พวกเขาจะตั้งใจกลับมาเริ่มเขียนงานใหม่ในปี 2020 แล้วโลกทั้งใบก็ถูก COVID ฉีกตารางชีวิตทิ้งเสียก่อน การขาดห้วงที่กินเวลาหลายปีไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงตาราง แต่เป็นบาดแผลทางจิตวิญญาณของวงดนตรีด้วย สมาชิกต่างแยกย้ายทำงานของตัวเอง ซึมซับโลกในแบบของตัวเอง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับมาอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อสร้างสรรค์งานใหม่อีกหรือไม่ คำถามที่พวกเขาเคยส่งหากันทางข้อความว่าเราจะได้เล่นสดกันอีกไหม ฟังดูเรียบง่าย แต่ในความจริงมันหนักไม่ต่างจากคำถามว่ากองทัพที่กระจัดกระจายจะรวมพลได้อีกหรือเปล่า

กระนั้น เมื่อ Anthrax กลับมารวมตัวเพื่อทำเพลง สิ่งหนึ่งที่ Scott Ian ย้ำอย่างชัดเจนคือ แก่นแท้ของกระบวนการสร้างเพลงไม่เคยเปลี่ยน ต่อให้โลกภายนอกจะหมุนเร็วจนผู้ฟังจำนวนมากไม่ได้ซึมซับอัลบั้มใหม่เหมือนแต่ก่อน ต่อให้สมาชิกบางคนจะเป็นพ่อคนแล้ว ต้องแบกภาระชีวิตที่ต่างจากวัย 20 โดยสิ้นเชิง แต่ช่วงเวลาที่พวกเขาเข้าไปอยู่ในห้องซ้อม ที่บ้านของ Charlie หรือที่ใดก็ตาม แล้วเริ่มประกอบริฟฟ์ จัดวางโครงสร้าง และฟังโครงกระดูกของเพลงค่อยๆ ตั้งขึ้นมาจากความว่างเปล่า มนตร์ของมันยังเหมือนเดิม นั่นคือความมหัศจรรย์แบบดิบๆ ที่ศิลปินตัวจริงรู้ดี ไม่มีเครื่องจักรใดแทนได้ ไม่มีสูตรสำเร็จใดลอกเลียนได้ เมื่อ 7 ชั่วโมงก่อนยังไม่มีอะไรเลย แต่พอเดินออกจากห้องกลับมีเพลง 3 เพลงที่ไม่เคยมีอยู่บนโลก มันเป็นความรู้สึกเหมือนเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างลืมตาขึ้นต่อหน้าต่อตา

อีกด้านหนึ่ง บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ยังเผยให้เห็นว่า Anthrax ไม่ได้กำลังทำงานแบบพึ่งพาอดีตหรืออนาคต พวกเขาตระหนักดีว่าหลายวงในยุคนี้มักปล่อยอัลบั้มที่มีเพลงเด็ดเพียงไม่กี่เพลงแล้วปล่อยส่วนที่เหลือให้กลายเป็นเงาจางๆ แต่ Anthrax ไม่อยากทำแบบนั้น Charlie พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าถ้าจะทำแผ่นใหม่ ก็ต้องทำให้ดีจริง ไม่ใช่แค่ส่งของออกไปตามหน้าที่ ความคิดเช่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ Cursum Perficio น่าสนใจตั้งแต่ยังไม่ออกวางจำหน่าย เพราะมันไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะสินค้าชิ้นใหม่ หากถูกปั้นในฐานะงานที่ต้องแบกศักดิ์ศรีของวงที่ผ่านสมรภูมิ Thrash Metal มาตลอดหลายทศวรรษ

มี 2 เพลงที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอย่างเด่นชัด และจากคำบอกเล่าของ Scott Ian กับ Charlie Benante มันฟังดูเหมือนแกนกลางทางอารมณ์ของอัลบั้ม เพลงแรกคือ “My Victory” เพลงที่ Scott ยอมรับว่าเคยลังเลว่าจะได้อยู่ในอัลบั้มหรือไม่ เพราะทุกเพลงต่างมีคุณค่าพอจะถูกเลือก เพียงแต่พวกเขาไม่ต้องการยัดเพลงมากเกินไปให้กลายเป็นการใช้วัตถุดิบอย่างเปล่าประโยชน์ สุดท้าย “My Victory” ถูกมองว่าเหมาะกับภาพรวมของอัลบั้มมากกว่า และสำคัญยิ่งกว่านั้น Scott ยังมองว่ามันคือเครื่องหมายอัศเจรีย์ตัวสุดท้ายของแผ่น เป็นบทสรุปที่ปิดประตูทั้งหมดอย่างมีความหมาย ส่วนอีกเพลงคือ “Edge Of Perfection” ซึ่งทั้งคู่พูดถึงด้วยระดับอารมณ์ที่ชัดเจนกว่าปกติ Charlie บอกว่ามันเป็นเพลงที่คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากเป็น Anthrax ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หรือ 1990 มันเป็นเพลงที่เติบโตมาจากประสบการณ์อีกแบบ เป็นการเดินทางอีกชนิดหนึ่ง และเดโมแรกของมันก็ยาวมหาศาลจนเหมือนแม่น้ำโลหะที่ยังหาจุดสิ้นสุดไม่พบ

สิ่งที่ทำให้คำพูดของ Scott Ian น่าจดจำยิ่งกว่าการโปรโมตทั่วไป คือเขากล้าพูดออกมาตรงๆ ว่า “Edge Of Perfection” อาจเป็นเพลงที่ดีที่สุดที่ Anthrax เคยเขียนมา แม้ต้องนำไปวางเทียบกับทุกสิ่งบน Among The Living ก็ตาม ประโยคนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ Among The Living ไม่ได้เป็นเพียงอัลบั้มคลาสสิก แต่เป็นเสาหลักของ Thrash Metal ทั้งยุค การที่คนในวงกล้ากล่าวเช่นนี้ แปลว่าพวกเขาไม่ได้มองงานใหม่เป็นเพียงเงาตามหลังความรุ่งโรจน์ แต่เห็นว่ามันมีพลังมากพอจะยืนเคียงข้างมรดกนั้นได้อย่างไม่ละอาย เพลงนี้ถูกอธิบายว่าเหมือนรถไฟสินค้าหนักมหึมาที่แล่นไม่หยุด เป็นสัตว์ร้ายที่วงยังต้องเรียนรู้วิธีควบคุมเพื่อเล่นสดให้ได้อย่างสมบูรณ์ และนั่นทำให้มันยิ่งน่าสนใจ เพราะเพลงที่ยิ่งใหญ่จริงมักไม่เชื่องตั้งแต่แรก

แม้บทสนทนาจะเต็มไปด้วยเรื่องงานใหม่ แต่สิ่งที่แทรกอยู่ตลอดคือความจริงของการมีอายุ มีครอบครัว มีอาการเจ็บปวดทางร่างกาย และยังต้องฝืนขึ้นเวทีต่อหน้าแสงไฟ Scott Ian เล่าถึงวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วแทบเดินไม่ได้เพราะอาการปวดหลัง ถึงขั้นส่งข้อความหาผู้จัดการทัวร์ว่าอาจต้องใช้เก้าอี้หรือแท่นแบบที่คนดูคุ้นจากศิลปินคนอื่น แต่เมื่อถึงเวลาแสดงจริง เขากลับปฏิเสธเก้าอี้แล้วขึ้นเวทีด้วยแรงผลักของอะดรีนาลีน ประโยคนี้ฟังแล้วเห็นภาพชัดอย่างน่าประหลาด ร่างกายอาจเริ่มสึกหรอเหมือนเกราะที่ผ่านศึกมานาน แต่เมื่อดนตรีเริ่มดัง มนุษย์เบื้องหลังเกราะกลับหายไป เหลือเพียงพาหนะของพลังบางอย่างที่ใหญ่กว่า Charlie เองก็พูดในทำนองเดียวกันว่าบางคืนอาจรู้สึกไม่อยากเล่นเพลงนั้นเพลงนี้ แต่เมื่อขึ้นไปบนเวที ดนตรีจะเข้ายึดครองคุณและพาคุณไปเอง ราวกับศิลปินไม่ได้เป็นผู้ควบคุมบทเพลง หากเป็นภาชนะที่มันเลือกใช้

ในอีกมุมหนึ่ง บทสัมภาษณ์ยังสว่างวาบด้วยความทรงจำของคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมแผ่นเสียง ปก Gatefold กลิ่นกระดาษ และภาพป๊อปอัพที่เปิดแล้วเหมือนโลกอีกใบพุ่งขึ้นมาตรงหน้า Anthrax ดูตั้งใจอย่างมากกับงานภาพของ Cursum Perficio โดย Charlie เปรียบว่าคราวนี้พวกเขาจะทำอะไรกับแพ็กเกจมากมาย เพราะปกอัลบั้มที่วาดโดย Mark Stutzman นั้นงดงามและทรงพลังถึงขั้นทำให้เขาตื่นเต้นจริงๆ Scott Ian เองก็มองว่าการกลับมาของแผ่นไวนิลในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือการคืนชีวิตให้ศิลปินสามารถสร้างประสบการณ์ทางกายภาพแบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคทองอีกครั้ง ในวันที่โลกดิจิทัลบีบทุกอย่างให้เหลือเพียงไฟล์และภาพย่อ การยืนหยัดให้ของจริงยังมีมิติ มีงานศิลป์ และมีพิธีการของการสัมผัส ถือเป็นท่าทีที่สวยงามมากสำหรับวงที่เกิดจากยุคที่ปกอัลบั้มมีความหมายพอๆ กับเพลงข้างใน

และเมื่อการสนทนาไหลออกจากเรื่องงานใหม่ มันก็เปิดให้เห็นรากเหง้าของ Anthrax อย่างชัดเจน ทั้ง Scott Ian และ Charlie Benante พูดถึง KISS, Iron Maiden, Judas Priest, Motörhead ไปจนถึง Black Sabbath และ Rush ด้วยน้ำเสียงของคนที่ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ไม่เสื่อมคลาย พวกเขาไม่เคยทำตัวเหมือนเทพเจ้าที่ลอยอยู่เหนือผู้ฟัง ตรงกันข้าม พวกเขายังตื่นเต้นกับของสะสม ยังจำวันที่ซื้อแผ่นแรกได้ ยังรู้สึกตัวสั่นเมื่อได้เจอ Steve Harris หรือ Neil Peart และยังเล่าเรื่องเหล่านั้นด้วยแววตาของเด็กหนุ่มมากกว่าตำนานผู้ช่ำชอง Charlie ถึงกับพูดตรงๆ ว่าวงอย่าง Iron Maiden คือสถาปนิกที่ทุกวงเฝ้ามองและเรียนแบบ ไม่ว่าจะเป็น Anthrax, Megadeth หรือ Metallica ก็ตาม ประโยคนี้ไม่เพียงแสดงความเคารพต่อรุ่นพี่ แต่ยังอธิบายได้ด้วยว่าเหตุใด Anthrax จึงยังมีไฟ เพราะในส่วนลึกที่สุด พวกเขาไม่เคยหยุดเป็นแฟนเพลง

ความน่าประทับใจของบทสัมภาษณ์นี้จึงไม่ได้อยู่แค่ข้อมูลว่าอัลบั้มเสร็จแล้ว ถูกเลื่อนจากเดือนพฤษภาคมไปเป็นกันยายน หรือวงเพิ่งผ่านทัวร์ร่วมกับ Megadeth และ Exodus ก่อนจะเดินหน้าต่อจนถึงช่วงที่ต้องไปสมทบกับ Iron Maiden ใน Run For Your Lives world tour หากแต่อยู่ที่บรรยากาศทั้งหมดที่หล่อรวมกันจนเห็นภาพของ Anthrax ชัดเจนกว่าข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป นี่คือวงที่ผ่านยุคทอง ผ่านยุคตกต่ำ ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ผ่านโรคระบาด ผ่านความเจ็บปวดของร่างกาย และผ่านคำถามว่าตนเองยังจำเป็นอยู่ไหม แต่คำตอบของพวกเขาไม่เคยถูกพูดแบบประกาศชัยชนะ หากถูกตอกลงบนริฟฟ์ บนการจัดลำดับเพลง บนปกไวนิล และบนถ้อยคำอย่าง Cursum Perficio ที่ฟังเหมือนทั้งคำอำลาและคำสาบานในเวลาเดียวกัน

บางทีนี่อาจไม่ใช่อัลบั้มสุดท้ายของ Anthrax และบางทีก็อาจใช่ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ วงไม่ได้เดินเข้าหามันด้วยสภาพของผู้หมดแรง พวกเขาเดินเข้าหามันเหมือนทหารผ่านศึกที่รู้ว่าทุกก้าวต่อจากนี้มีค่ามากกว่าสมัยหนุ่ม เพราะไม่มีใครการันตีได้อีกแล้วว่าพรุ่งนี้โลกจะเหมือนเดิม ร่างกายจะเหมือนเดิม หรือเวลาจะเมตตาเหมือนเดิม Cursum Perficio จึงไม่ใช่เพียงชื่ออัลบั้มใหม่ของ Anthrax แต่มันคือเงาดำยาวเหยียดของการเดินทางทั้งชีวิตที่ทอดลงบนพื้นเหล็กเย็นเฉียบ และเมื่อเงานั้นยาวพอจนเกือบแตะหลุมศพ วงก็ยังเลือกยกหัวขึ้น มองตรงไปข้างหน้า แล้วปล่อยให้เสียงเพลงคำรามแทนทุกสิ่งที่ยังพูดไม่จบ

#Anthrax #CharlieBenante #ScottIan #JoeyBelladonna #FrankBello #JonDonais #CursumPerficio #ThrashMetal #HeavyMetal #IronMaiden #Megadeth #Exodus #TerritoryMag

ความคิดเห็น