100 คำสาปแห่ง Black Metal
Gehenna – Malice (1996)
ค่ำคืนเหนือฟยอร์ดแห่งนอร์เวย์ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ผู้มาเยือนอาจจินตนาการ หมอกสีเทาหนักอึ้งคลุมทับป่าสนและภูเขา เสมือนผ้าห่อศพที่คลุมโลกทั้งใบ ขณะที่ลมหนาวพัดผ่านต้นไม้ เสียงกีตาร์ที่เต็มไปด้วยความพยาบาทก็เริ่มก้องกังวานจากสตูดิโอเล็กๆ แห่งหนึ่งในฤดูร้อนปี 1996 ที่ Soundsuite Studio ที่นั่น วง Gehenna กำลังร่ายมนต์ดำบทที่ 3 ของพวกเขา อัลบั้มที่ถูกเรียกว่า “Malice (Our Third Spell)” งานบันทึกเสียงที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในบทสวดสำคัญของยุคทองแห่ง Norwegian Black Metal
อัลบั้มนี้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1996 ผ่านค่าย Cacophonous Records และถือเป็นผลงานลำดับที่ 3 ของวง หลังจาก 2 บทสวดก่อนหน้าที่สร้างรากฐานให้กับตัวตนของ Gehenna ในฉากดนตรีมืดมนแห่งสแกนดิเนเวีย แม้ชื่อของพวกเขาอาจไม่ถูกพูดถึงบ่อยเท่า Emperor, Darkthrone, Mayhem, Immortal หรือ Burzum แต่ในหมู่ผู้ที่เคยเปิดประตูสู่โลกแห่ง Black Metal อย่างลึกซึ้ง หลายคนกลับเชื่อว่า Malice คือหนึ่งในอัลบั้มที่จับภาพรวมแห่งยุคสมัยได้ชัดเจนที่สุด ราวกับมันเป็นแผนที่แห่งซาวด์ของโลกใต้ดินที่กำลังเติบโตในเงามืดแห่งทศวรรษนั้น
สิ่งที่ทำให้ Malice แตกต่างจากงานร่วมยุค คือสมดุลที่หาได้ยากใน Black Metal ยุคนั้น กีตาร์ของ Sanrabb และ Dolgar พุ่งทะยานด้วยริฟฟ์ที่ทั้งดุดันและมีเมโลดี้ ในขณะที่คีย์บอร์ดของ Sarcana ทำหน้าที่เหมือนหมอกลึกลับที่ลอยปกคลุมสนามรบแห่งซาวด์ แต่ไม่ได้ท่วมท้นเหมือนงานซิมโฟนิกของ Dimmu Borgir แต่ก็ไม่จมหายไปในความดิบแบบดั้งเดิมของ Darkthrone ผลลัพธ์คือซาวด์ที่ทั้งเยือกเย็นและชัดเจน เป็นเหมือนท้องฟ้าสีหม่นยามอาทิตย์กำลังจะดับแสง
จังหวะกลองของ Dirge Rep ทำหน้าที่เสมือนเสียงฝีเท้าแห่งกองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านซากเมือง ขณะที่เสียงคำรามของนักร้องสลับกันระหว่าง Sanrabb และ Dolgar ก็คล้ายกับเสียงประกาศคำสาปที่ถูกปล่อยออกมาจากปากปีศาจในโลกโบราณดุจพิธีกรรม
อัลบั้มเปิดประตูด้วยเพลง “She Who Loves the Flames” ที่เหมือนเสียงลมหายใจแห่งไฟในวิหารร้าง ริฟฟ์ช้าและเมโลดี้ลึกลับค่อยๆ ลากผู้ฟังเข้าสู่โลกที่ความงดงามและความชั่วร้ายหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน ก่อนจะตามมาด้วยเพลงอย่าง “Made to Suffer” และ “Touched and Left for Dead” ที่เดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเศร้าหมองและโกรธแค้น
หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของอัลบั้มคือ “Bleeding the Blue Flame” ที่เปิดด้วยเมโลดี้กีตาร์ซึ่งมีเสน่ห์ลึกลับ ราวเปลวไฟสีน้ำเงินที่ลุกขึ้นกลางคืนอันหนาวเหน็บ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปสู่ริฟฟ์ที่ทั้งหนักหน่วงและหลอกหลอน ในขณะที่ “Manifestation” กลับเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เพลงที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะรวดเร็วและพลังที่แทบจะระเบิดออกจากลำโพง
แต่หัวใจที่แท้จริงของ Malice อาจอยู่ในบทเพลงมหึมา “Ad Arma Ad Arma” ความยาวเกือบ 14 นาที เพลงนี้เสมือนพิธีกรรมแห่งสงครามที่ค่อยๆ สร้างแรงตึงเครียด ก่อนจะระเบิดออกเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่กำลังตกลงมาจากท้องฟ้า บทเพลงเริ่มต้นด้วย Black Metal ที่ดุดัน ก่อนจะค่อยๆ แปรสภาพเป็นเสียง ambient ที่เหมือนโลกกำลังจมอยู่ในฝุ่นกัมมันตรังสี และเมื่อเสียงดนตรีกลับมาอีกครั้ง มันก็เหมือนกองทัพปีศาจกำลังเดินผ่านซากปรักหักพังหลังวันสิ้นโลก
ธีมของอัลบั้มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความหนาวเย็นแบบป่าและหิมะอย่างที่ Black Metal มักนำเสนอ แต่ Malice กลับพาผู้ฟังไปยังโลกหลังหายนะ โลกที่เต็มไปด้วยวิญญาณชั่วร้าย นักบวชลัทธิลึกลับ และเมืองที่กลายเป็นซากปรักหักพัง บรรยากาศทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในช่วงเวลาระหว่างวันและคืน เมื่อท้องฟ้าเป็นสีเบจหม่น และโลกทั้งใบเหมือนกำลังรอการล่มสลาย
ด้วยความยาวเกือบ 1 ชั่วโมง อัลบั้มนี้อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกวินาที บางเพลงอาจยืดยาวเกินไปสำหรับบางคน แต่เมื่อมองในภาพรวม Malice ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ Gehenna มีพลังสร้างสรรค์สูงสุด เป็นเสมือนจุดสูงสุดในยุคแรกของวง ก่อนที่ทิศทางดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเปลี่ยนไปในอัลบั้มต่อมา
ในประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal อัลบั้มบางชุดถูกจารึกไว้ในตำราแห่งซาวด์ แต่บางชุดกลับกลายเป็นประตูลับที่ซ่อนอยู่ในกำแพงหินแห่งประวัติศาสตร์ สำหรับผู้ที่บังเอิญเปิดมันเข้าไป พวกเขาจะพบกับโลกอีกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยเสียงแห่งคำสาปและมนต์ดำ
และ “Malice (Our Third Spell)” ของ Gehenna ก็เป็นหนึ่งในประตูบานนั้น ประตูที่เปิดไปสู่โลกแห่ง Black Metal ที่ทั้งเยือกเย็น โหดร้าย และงดงามอย่างน่าประหลาด
#Gehenna #MaliceOurThirdSpell #MetalHistory #NorwegianBlackMetal #BlackMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น