100 คำสาปแห่ง Black Metal


Darkthrone – Under a Funeral Moon (1993)

ท่ามกลางฤดูหนาวแห่งยุโรปเหนือ มีบางคืนที่แสงจันทร์ไม่ใช่สิ่งงดงาม หากแต่เป็นสัญญาณแห่งความตาย แสงสีซีดที่ตกลงบนป่ามืดและสุสานเก่าเหมือนคำเตือนจากโลกอีกด้านหนึ่ง และในปี 1993 เสียงดนตรีที่เกิดขึ้นจากประเทศนอร์เวย์ก็เริ่มมีลักษณะเช่นนั้น เย็นจัด โหดร้าย และไร้ความปรานี ราวกับถูกบันทึกขึ้นในคืนที่โลกถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับเงามืดของตัวเอง อัลบั้ม Under a Funeral Moon ของ Darkthrone คือพิธีกรรมที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แห่ง Black Metal ราวคัมภีร์ต้องห้ามที่ไม่มีวันถูกลบเลือน

หลังจาก A Blaze in the Northern Sky ปี 1992 จุดไฟให้แนวทาง Black Metal ยุคที่ 2 ลุกโชนขึ้นมา Darkthrone ก็ไม่ถอยกลับไปหาอดีตอีก พวกเขาเลือกจะเดินลึกเข้าไปในความมืดมากกว่าเดิม เสียงกีตาร์ที่เคยมีร่องรอยแห่ง Death Metal ถูกทิ้งไปจนแทบไม่เหลือ ซาวด์ใหม่ที่เกิดขึ้นใน Under a Funeral Moon กลับกลายเป็นความเย็นเยียบที่แหลมคม เสมือนลมหายใจในคืนที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ทุกริฟฟ์ถูกทำให้หยาบ ทุกจังหวะกลองเหมือนเสียงทุบจากใต้ดิน และเสียงร้องของ Nocturno Culto ก็แหลกสลายยิ่งกว่าเดิม ราวกับถูกบังคับให้ตะโกนอยู่ในพิธีศพแห่งโลกเก่า

อัลบั้มนี้ถูกบันทึกเสียงในปี 1992 ที่ Creative Studios โดยมีเพียงสมาชิกหลัก 3 คนคือ Nocturno Culto, Fenriz และ Zephyrous ซึ่งนี่จะเป็นผลงานสุดท้ายที่มือกีตาร์ผู้นี้ปรากฏตัวในนาม Darkthrone ก่อนจะหายไปจากฉากดนตรีใต้ดิน เสียงที่เกิดขึ้นในสตูดิโอแห่งนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสมบูรณ์แบบ หากแต่เพื่อบันทึกบรรยากาศที่ดิบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกอย่างถูกปล่อยให้หยาบ ให้แตก ให้สกปรก จนแทบเหมือนเทปสาธิตจากวงที่ไม่ต้องการให้ใครเข้าใจพวกเขา

เมื่อเพลงเปิด Natassja in Eternal Sleep ดังขึ้น มันเหมือนประตูถูกเปิดออกสู่โลกที่ไม่มีแสงสว่าง เสียงกีตาร์ที่บิดเบี้ยวกับกลองที่เร่งราวกับหัวใจของคนกำลังหนีความตาย กลายเป็นรูปแบบที่ต่อมาวง Black Metal แทบทุกวงต้องเรียนรู้ เพลงอย่าง Summer of the Diabolical Holocaust และ Unholy Black Metal ไม่ได้เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความเกลียดชัง แต่ยังประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่านี่คือซาวด์แห่งลัทธิใหม่ ซาวด์ที่ไม่ต้องการการยอมรับจากโลกภายนอก

ในช่วงเวลานั้น ฉาก Black Metal นอร์เวย์กำลังถูกโอบล้อมด้วยข่าวการเผาโบสถ์ ความรุนแรง และการฆาตกรรม เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้ดนตรีไม่ได้เป็นเพียงศิลปะอีกต่อไป แต่กลายเป็นอาวุธ และ Under a Funeral Moon ก็เหมือนเสียงประกอบแห่งสงครามนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ มันเย็นกว่าอัลบั้มก่อนหน้า มืดกว่า และไร้ความปรานียิ่งกว่า ราวกับถูกบันทึกขึ้นเพื่อให้ฟังในคืนที่โลกกำลังถูกทำลาย

เพลง To Walk the Infernal Fields ลากผู้ฟังเข้าสู่ภูมิประเทศที่ไม่มีชีวิต เสียงกลองที่กระหน่ำเหมือนฝีเท้าแห่งกองทัพในนรก ขณะที่ Inn i de dype skogers favn ซึ่งร้องเป็นภาษานอร์เวย์ กลับให้ความรู้สึกเหมือนเดินลึกเข้าไปในป่าที่ไม่มีทางกลับออกมาได้อีก ส่วนเพลงไตเติล Under a Funeral Moon คือภาพแห่งท้องฟ้าที่ไม่มีดวงอาทิตย์ เหลือเพียงจันทร์สีซีดที่ส่องเหนือพิธีศพแห่งศรัทธาเก่าแก่

สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้แตกต่างจากงานอื่นในยุคนั้น ไม่ใช่ความเร็วหรือความหนัก แต่คือบรรยากาศ มันไม่พยายามให้ฟังดูดี ไม่พยายามให้สะอาด และไม่สนใจว่าจะมีใครเข้าใจหรือไม่ ความดิบของมันทำให้หลายคนมองว่านี่คือหนึ่งในแก่นแท้แห่ง Black Metal และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่แฟนเพลงเรียกว่า Unholy Trinity ร่วมกับ A Blaze in the Northern Sky และ Transilvanian Hunger เป็น 3 อัลบั้มที่เปลี่ยนแนวเพลงนี้ไปตลอดกาล

ในประวัติศาสตร์แห่งซาวด์ มีไม่กี่ครั้งที่อัลบั้มหนึ่งสามารถกำหนดทิศทางของทั้งแนวเพลงได้ แต่ Under a Funeral Moon คือหนึ่งในนั้น มันไม่ใช่งานที่เกิดขึ้นเพราะความต้องการของตลาด หากแต่เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายทุกอย่างที่เคยมีอยู่ แล้วสร้างโลกใหม่ขึ้นมาจากเถ้าถ่าน

และในคืนที่ดวงจันทร์ส่องเหนือสุสานแห่งความเชื่อเก่าแก่ เสียงกีตาร์จาก Darkthrone ก็ยังคงดังอยู่เสมอ เหมือนเสียงจากอีกยุคหนึ่งที่ไม่เคยดับลง แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษแล้วก็ตาม

#Darkthrone #UnderAFuneralMoon #BlackMetal #Norway #PeacevilleRecords #TerritoryMag

ความคิดเห็น