Onset of Putrefaction ถึง Epitaph ตำนานที่ยังไม่ถูกฝังของ Necrophagist
ปลายศตวรรษที่ 20 ณ เมืองเล็กอย่าง Gaggenau ที่แทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจุดกำเนิดคัมภีร์แห่งซาวด์ที่คมกริบที่สุดเล่มหนึ่งแห่งประวัติศาตร์ Extreme Metal นามแห่ง Necrophagist ถูกจารึกขึ้นโดยชายผู้ถือกีตาร์ดั่งอาวุธตัดกระดูก Muhammed Suiçmez ผู้ก่อตั้งและมันสมองหลักของวงตั้งแต่ปี 1992 เขาหลอมรวมความแม่นยำระดับดนตรีคลาสสิกแบบบาโรกเข้ากับความรุนแรงแห่ง Technical Death Metal จนเกิดเป็นภาษาแห่งซาวด์ดุจบทสวดในสนามรบ ด้วยริฟฟ์ที่พุ่งเป็นเส้นตรงดั่งกระสุน ปะทะกับกลองที่ซอยถี่ยิ่งกว่าสายฝนเหล็กกล้า ไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด มีแต่ความเที่ยงตรงที่เย็นเยียบ
เดโมยุคแรกอย่าง Requiems of Festered Gore ปี 1992 และเดโมชื่อเดียวกับวงในปี 1995 คือเงาแห่งสงครามที่กำลังจะระเบิด แต่เมื่อปี 1999 มาถึง Onset of Putrefaction ก็เหมือนการเปิดฉากสังหารหมู่ทางโครงสร้างแห่งซาวด์ อัลบั้มเปิดตัวถูกสร้างขึ้นอย่างเกือบจะลำพังโดย Suiçmez แม้กระทั่งเพอร์คัสชันยังใช้ drum machine แทนมนุษย์ ความเย็นชาแห่งเครื่องจักรกลับยิ่งขับให้กีตาร์ฟังราวกับเครื่องมือผ่าศพ ต่อมาเวอร์ชันรีมาสเตอร์ในปี 2004 ได้ใส่เสียงกลองใหม่โดย Hannes Grossmann ทำให้เนื้อเสียงเก่าถูกชำระล้างและชุบชีวิตอีกครั้ง การมาสเตอร์โดย Bob Katz ยิ่งทำให้งานชิ้นนี้คมชัดเหมือนใบมีดที่เพิ่งลับเสร็จ
ปีเดียวกันนั้น อัลบั้มที่ 2 อย่าง Epitaph ได้ถือกำเนิด ดั่งประกาศนียบัตรแห่งความสมบูรณ์แบบ ทุกท่อนถูกวางอย่างประณีต ราวสถาปัตยกรรมแห่งวิหารโกธิกที่สร้างจากความตาย เสียง sweep picking ไหลลื่นเป็นสายน้ำสีดำ กลองกระหน่ำอย่างไร้ปรานี และเบสเคลื่อนไหวใต้พื้นผิวเสมือนสัตว์ร้ายในหลุมลึก หลายสำนักยกให้ Epitaph เป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานแห่ง Technical Death Metal ที่ทั้งเร็วและซับซ้อน มีตรรกะ มีโครงสร้าง และมีวินัยแบบนักประพันธ์คลาสสิก
ช่วงปี 2004–2008 คือยุคแห่งการเดินทัพ วงออกทัวร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ร่วมเวทีกับบิ๊กเนมอย่าง Cannibal Corpse และ Dying Fetus การเปลี่ยนตัวสมาชิกเกิดขึ้นเป็นระยะ ราวกับกองทหารที่หมุนเวียนกำลังพล Christian Münzner จากไปด้วยเหตุผลด้านตารางเวลา เปิดทางให้ Sami Raatikainen เข้ามาถือดาบอีกเล่มในแนวหน้า ตำแหน่งมือกลองเปลี่ยนผ่านจาก Hannes Grossmann สู่ Marco Minnemann และต่อด้วย Romain Goulon แต่แกนกลางยังคงเป็น Suiçmez ผู้ควบคุมทิศทางทุกอย่างด้วยความพิถีพิถันที่ไร้ความปรานี
ข่าวลือเรื่องอัลบั้มที่ 3 เคยลอยวนในอากาศ ชื่ออย่าง “The Path to Naught” หรือ “Death to the Faithful” ถูกกระซิบกันในหมู่ผู้ศรัทธา มีการกล่าวถึงการใช้กีตาร์ 7 สาย และเครื่องดนตรี custom 27 เฟรตที่ออกแบบมาเพื่อขยายขอบเขตสนามรบแห่งซาวด์ แต่ปีแล้วปีเล่าผ่านไป เสียงประกาศในปี 2013 ว่าวงยังพยายามบันทึกงานใหม่กลับไม่ตามมาด้วยผลลัพธ์ กระทั่งปี 2016 มีถ้อยคำเปรียบเปรยว่ากำลังมองหาโลงศพเพื่อไว้อาลัยแก่การตายของวง ความเงียบงันหลังจากนั้นยิ่งหนักหนา เพราะมันคือความเงียบของสิ่งที่เคยสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะมีภาคต่อได้โดยง่าย
วันนี้ Necrophagist ไม่เคลื่อนไหว แต่นามของพวกเขายังถูกเอ่ยถึงทุกครั้งที่มีการสนทนาเรื่องมาตรฐานแห่ง Technical Death Metal พวกเขาทิ้งผลงานสตูดิโอไว้เพียง 2 ชุดคือ Onset of Putrefaction ปี 1999 และ Epitaph ปี 2004 แต่2 อัลบั้มนี้กลับหนักแน่นพอจะถ่วงสมดุลทั้งแนวเพลง ในโลกที่ความเร็วอาจกลายเป็นเพียงการโอ้อวด Necrophagist พิสูจน์ว่าเทคนิคคือวินัย และวินัยคือศิลปะ เมื่อเสียงสุดท้ายดับลง สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ซากศพ หากเป็นคัมภีร์ที่ยังเปิดอ่านได้เสมอสำหรับผู้ที่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความแม่นยำระดับตัดกระดูก
#Necrophagist #MuhammedSuicmez #TechnicalDeathMetal #Epitaph #OnsetOfPutrefaction #GermanMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น