100 คำสาปแห่ง Black Metal
Blut Aus Nord – Memoria Vetusta II (2009)
ท่ามกลางพงศาวดาร 100 คำสาปแห่ง Black Metal ลำดับที่ 81 วงจากฝรั่งเศสที่ชอบซ่อนตัวอยู่หลังเงาอย่าง Blut Aus Nord เลือกใช้ความเงียบงันเป็นกระสุน นำทางเราไปสู่ Memoria Vetusta II: Dialogue with the Stars อัลบั้มเต็มความยาวราว 1 ชั่วโมงที่ออกมาเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2009 ในนาม Candlelight Records ราวจดหมายจากทหารนิรนามที่ไม่เคยลงนาม มีเพียงหมึกสีดำและรอยสั่นของมือที่ผ่านความหนาวมาหลายฤดูกาล แต่ประโยคทุกบรรทัดกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาดว่าความมืดในที่นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้โลกดับลงเท่านั้น มันยังมีไว้เพื่อทำให้ดาวเด่นขึ้นด้วย
ถ้าคุณคุ้นกับ Blut Aus Nord ในด้านที่เป็นเหวลึกแห่งอุตสาหกรรมและความประหลาดแบบเครื่องจักรที่เย็นชา คุณจะรู้ว่าพวกเขาเคยทำให้ความอึดอัดกลายเป็นภูมิทัศน์ และทำให้ความไม่สบายใจกลายเป็นบ้านพักชั่วคราวแห่งจิตใจ แต่ Memoria Vetusta II เสมือนการหันหัวเรือคนละทิศ จากการจมลงไปในทะเลลึกแห่งความพิกลพิการแห่งซาวด์ ไปสู่การยกตัวขึ้นเหนือพื้นดินอย่างฉับพลัน เป็นความสูงแบบที่ไม่ได้ทำให้คุณเบาสบาย หากทำให้คุณรู้สึกเล็กลง เสมือนยืนในทุ่งโล่งตอนกลางคืนแล้วเพิ่งนึกได้ว่าท้องฟ้านั้นใหญ่เกินกว่าจะเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง
อัลบั้มเปิดด้วย “Acceptance (Aske)” อินโทรสั้นๆ ที่วางบรรยากาศด้วยความนิ่งและเศร้าลึก คล้ายควันบางๆ ในห้วงแห่งอากาศหนาว เป็นประตูที่ทำหน้าที่ปิดโลกภายนอก ก่อนจะพาเราเข้าสู่บทหลักอย่าง “Disciple’s Libration (Lost in the Nine Worlds)” ที่ยาวเกิน 9 นาที และยาวอย่างมีเหตุผล เพราะที่นี่เมโลดี้ไม่ได้เป็นแค่ท่อนฮุคให้จำง่าย แต่มันคือเส้นทางเดินท่ามกลางซากปรักหักพัง ริฟฟ์ถูกวางให้ลอยเหนือจังหวะ เหมือนฝุ่นดาวที่ยังไม่ตกถึงพื้น ซาวด์คีย์บอร์ดและชั้นบรรยากาศไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นผ้าพันแผลที่ทั้งซับเลือดและทำให้แผลนั้นสวยงาม
ความน่าสนใจของ Memoria Vetusta II คือมันเป็นเมโลดี้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อ มันให้ความงามแบบกล้าหาญ แต่ไม่ยอมให้คุณสบายใจนานเกินไป หลายช่วงจะรู้สึกเหมือนกำลังมองวิวเมืองที่ถูกทิ้งร้าง สวยจนเผลอหลง แต่พอหันกลับมาก็เจอความว่างเปล่าที่บอกว่าอย่าคิดว่าที่นี่ปลอดภัย จังหวะกลองที่ถูกโปรแกรมโดย W.D. Feld ให้ความรู้สึกเป็นกลไก มีความคมแบบโลหะเย็น ทำให้เพลงเหมือนเดินขบวนด้วยรองเท้าทหารบนพื้นหิน เสียงร้องและบทบาทกีตาร์/เสียงร้องของ Vindsval ไม่ได้ยืนเด่นเป็นตัวเอกแบบร็อกสตาร์ แต่มักฝังอยู่ในภาพรวม ราวกับมนุษย์ 1 คนที่กำลังพูดกับจักรวาล และจักรวาลไม่ได้จำเป็นต้องตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร
เมื่อเดินลึกเข้าไป เพลงอย่าง “The Cosmic Echoes of Non-Matter (Immaterial Voices of the Fathers)” จะทำให้คุณเห็นวิธีที่วงจัดวางความอลังการแบบไม่ต้องใช้คำว่าโหดหรือดุดันให้เปลือง มันเหมือนการได้ยินเสียงก้องในโบสถ์ที่พังไปแล้ว แต่เจ้าของศรัทธาหายไปไหนไม่รู้ แล้วอัลบั้มก็ทำสิ่งที่น่าสนใจ แทรกช่วงหายใจด้วยอินสตรูเมนทัล/แอมเบียนต์อย่าง “Translucent Body of Air (Sutta Anapanasati)” ที่ทำหน้าที่เหมือนหลุมหลบภัย เพื่อให้คุณได้ยินว่าความเงียบงันก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งสงคราม
จากนั้นอัลบั้มค่อยๆ ดันเราไปสู่จุดที่เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางมากกว่าชุดเพลง ไม่ว่าจะเป็น “The Formless Sphere (Beyond the Reason)” ที่ชวนให้ความลี้ลับปะทะความสง่างาม และ “…the Meditant (Dialogue with the Stars)” ที่เหมือนแก่นความคิดของงานทั้งชุด ชื่อเพลงเสมือนคำบอกใบ้ว่าเราไม่ได้ฟังเพื่อเสพความมืดอย่างเดียว แต่ฟังเพื่อสนทนากับสิ่งที่ใหญ่กว่าเรา ความยาวของเพลงในอัลบั้มนี้เป็นทั้งคุณและโทษ มันยิ่งใหญ่พอจะทำให้เรื่องเล่ามีน้ำหนัก แต่บางช่วงก็อาจทำให้แรงส่งลดลงได้ หากผู้ฟังอยากได้บทสรุปที่กระชับและตัดทอนแบบยุคสตรีมมิง ทว่าในโลกแห่ง black metal สายบรรยากาศ ความยาวคือพื้นที่ให้ภาพเงาดำเนิน และ Memoria Vetusta II เลือกที่จะไม่รีบ
สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้ถูกพูดถึงบ่อยในฐานะหนึ่งในหมุดหมายแห่ง melodic/atmospheric black metal คือมันจับความงามและความแปลกมาอยู่ในห้องเดียวกันโดยไม่ให้ฝ่ายใดฆ่าอีกฝ่าย เมโลดี้บางช่วงเหมือนธงชัยบนยอดซากปราสาท ขณะที่บางช่วงแทรกคอร์ดหรือไลน์ที่ทำให้รู้สึกบิดเบี้ยวเสมือนเงาสะท้อนในกระจกแตก และเมื่อถึง “The Alcove of Angels (Vipassana)” คุณจะสัมผัสความย้อนแย้งที่อัลบั้มถนัด ใช้ภาพแห่งเทวทูตเพื่อพาไปสู่ความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่าศักดิ์สิทธิ์หรือหลอน เหมือนยืนใต้หน้าต่างโบสถ์แล้วได้ยินเสียงสวดจากห้องที่ไม่มีคนอยู่
แล้วเมื่ออัลบั้มพาไปถึง “Antithesis of the Flesh (...and Then Arises a New Essence)” มันเหมือนบทพิพากษาที่ตัดสินด้วยน้ำหนักแห่งชั้นเสียง กีตาร์ยังคงเป็นแกนหลักที่พาเมโลดี้บิน แต่ก็มีช่วงที่บิดให้เสียศูนย์ราวกับบอกว่าความงามในที่นี้ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ก่อนจะปิดฉากด้วย “Elevation” อินสตรูเมนทัลที่ชื่อเหมือนคำสรุป การยกตัวขึ้นเพื่อมองโลกจากระยะที่ทำให้เข้าใจว่าความมืดและแสงไม่ได้เป็นศัตรูกันเสมอไป บางครั้งความมืดก็เป็นแค่ฉากหลังให้เราเห็นรูปทรงแห่งแสง
ถ้าจะพูดในเชิงข้อมูล อัลบั้มนี้คือ full-length ที่มีรายชื่อเพลง 9 แทร็ก (มีอินสตรูเมนทัลหลายช่วง) สมาชิกหลักในงานชุดนี้ประกอบด้วย Vindsval (Guitars, Vocals), W.D. Feld (Drums, Keyboards) และ GhÖst (Bass) โดยเป็นหนึ่งในงานที่แฟนจำนวนมากมองว่าเป็นที่พักของเมโลดี้ ในเส้นทางของวงที่มักชอบทดสอบความอดทนของผู้ฟังด้วยความแปลกพิสดารมาก่อนหน้า
แต่ถ้าจะพูดแบบ TerritoryMag Memoria Vetusta II คือภาพของทหารที่เลิกมองดินและเงยหน้ามองฟ้าในจังหวะที่เสียงปืนเงียบ ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อว่าชีวิตจะดีขึ้น แต่เพราะเขารู้ว่า หากไม่เงยขึ้นตอนนี้ เขาจะลืมไปเลยว่าโลกยังมีดาว และใน black metal ที่มักถูกจดจำด้วยคำว่าโหด เย็น หรือมืด งานชิ้นนี้เสมือนคำยืนยันว่าความมืดก็สามารถเป็นภาษาแห่งความงาม ความงามที่ไม่ได้ปลอบโยน แต่ทำให้เราตื่นตัว เหมือนการเดินทางกลางคืนที่ทั้งหนาว ทั้งกลัว และทั้งหลงใหล จนสุดท้ายคุณยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า บทสนทนากับดวงดาวไม่เคยมีคำตอบที่อุ่นใจ แต่มันทำให้เรารู้สึกมีชีวิตในแบบที่หาไม่ได้จากแสงไฟในเมือง
#BlutAusNord #MemoriaVetustaII #DialogueWithTheStars #BlackMetal #AtmosphericBlackMetal #MelodicBlackMetal #France #CandlelightRecords #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น