พงศาวดารแห่งความตาย! : Season X.I
Monstrosity – Imperial Doom (1992)
พงศาวดารแห่งความตาย ภาคผนวก อัลบั้ม Imperial Doom และกองทัพหน้าแห่งสงคราม Death Metal ปี 1992 ด้วยเสียงกลองที่กระหน่ำราวปืนกล เสียงกีตาร์ที่ฉีกเนื้ออากาศเป็นริ้ว และเสียงคำรามจากลำคอมนุษย์ที่ฟังไม่ต่างจากอสูรในสนามรบ ทั้งหมดนี้คือคำประกาศแห่งสงครามที่ถูกจารึกลงบนแผ่นเสียงในปี 1992 นาม Imperial Doom อัลบั้มเปิดตัวของ Monstrosity วง Death Metal จากฟลอริดาที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางยุคทองแห่งความรุนแรงแห่งซาวด์ ณ ดินแดนที่ชื่อว่า Tampa Bay ดินแดนเดียวกับ Morbid Angel, Death และ Obituary ที่กำลังขีดเขียนประวัติศาสตร์ด้วยเลือดและเหงื่อ
Imperial Doom ถูกบันทึกเสียงที่ Morrisound Recording Studios สถานที่ซึ่งในเวลานั้นไม่ต่างจากโรงงานผลิตอาวุธสงครามแห่ง Death Metal เสียงทุกชิ้นถูกขัดเกลาภายใต้การควบคุมของ Jim Morris ผู้รู้จังหวะการทำลายล้างเป็นอย่างดี ซาวด์ที่ได้จึงไม่ใช่ความโกลาหลไร้ทิศทาง แต่เป็นความรุนแรงที่ถูกจัดระเบียบ มีโครงสร้าง และพร้อมจะพุ่งชนผู้ฟังอย่างแม่นยำ อัลบั้มนี้ถูกปล่อยออกมาผ่าน Nuclear Blast เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1992 และภายในระยะเวลาไม่นาน มันก็แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกด้วยยอดขายกว่า 40,000 ชุด ตัวเลขที่ไม่ธรรมดาสำหรับวงหน้าใหม่ในแนวที่ยังคงถูกมองว่าเป็นดนตรีนอกรีต
ในเชิงดนตรี Imperial Doom คือการรวมพลังแห่งเทคนิค ความเร็ว และความกดดันทางจิตวิทยา ริฟฟ์กีตาร์ของ Jason Gobel และ Jon Rubin เคลื่อนตัวราวเครื่องจักรแห่งสงครามที่ไม่เคยหยุดพัก ขณะที่เบสของ Mark Van Erp ทำหน้าที่เป็นรากฐานอันหนักแน่น ส่วนกลองของ Lee Harrison ทำหน้าที่เสมือนเสียงปืนใหญ่ที่คอยตอกย้ำทุกการรุกคืบ และเหนือทั้งหมดคือเสียงคำรามของ George “Corpsegrinder” Fisher เสียงที่ยังไม่ถึงยุค Cannibal Corpse แต่ก็เพียงพอจะทำให้ชื่อของเขาถูกจดจำในฐานะหนึ่งในอาวุธชีวภาพที่ทรงพลังที่สุดแห่ง Death Metal
เนื้อหาเพลงใน Imperial Doom หมุนรอบธีมแห่งการพิพากษา ความชั่วร้าย และความว่างเปล่าแห่งจิตวิญญาณ ชื่อเพลงอย่าง “Definitive Inquisition”, “Ceremonial Void”, “Horror Infinity” และ “Final Cremation” ซึ่งเป็นดั่งภาพฉายแห่งโลกที่มนุษย์ถูกลากเข้าสู่กระบวนการสอบสวน การเผาผลาญ และล่มสลายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง อัลบั้มนี้ยาวเพียง 35 นาทีเศษ แต่ทุกวินาทีถูกอัดแน่นด้วยแรงกดดันราวสนามรบที่ไม่มีคำว่าหยุดยิง
อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของ Imperial Doom ก็สะท้อนความโหดร้ายแห่งสงครามไม่แพ้เนื้อหาในเพลง แม้อัลบั้มจะได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกอย่างกว้างขวาง และวงจะได้ออกทัวร์ยุโรปเพื่อสนับสนุนผลงาน แต่ความขัดแย้งเรื่องค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลงกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายโมเมนตัมทั้งหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว Monstrosity แยกทางกับ Nuclear Blast และการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพที่ตามมาก็ทำให้แรงส่งของอัลบั้มเปิดตัวชุดนี้หยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย
หลายปีต่อมา นักวิจารณ์มองย้อนกลับไปยัง Imperial Doom ด้วยสายตาที่สุขุมขึ้น Eduardo Rivadavia เคยกล่าวไว้ว่า Monstrosity มีความใกล้เคียงกับ Morbid Angel ในแง่แห่งเทคนิคและพลังแห่งซาวด์ จนบางครั้งต้องตกอยู่ใต้เงาของยักษ์ใหญ่เหล่านั้น แต่ถึงกระนั้น Imperial Doom ก็ยังยืนหยัดในฐานะอัลบั้ม Death Metal ที่ทรงพลังและเปี่ยมศักยภาพ ขณะที่ Joe DiVita มองว่า แม้อัลบั้มนี้อาจไม่ถูกยกขึ้นหิ้งเทียบเท่าคลาสสิกบางชุดแห่งฟลอริดา แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในฐานะเชื้อเพลิงแห่งความดิบสำหรับผู้ฟังที่ต้องการบางสิ่งที่หนัก หนืด และไม่ประนีประนอม
Imperial Doom อาจไม่ใช่ชัยชนะสูงสุดในสงครามแห่ง Death Metal แต่มันคือทัพหน้า คือกองกำลังเสริมที่ทำให้สนามรบในยุคต้นทศวรรษ 1990 เต็มไปด้วยเสียงปะทะที่เข้มข้นยิ่งขึ้น และในพงศาวดารแห่งความตายของ Season X.I อัลบั้มชุดนี้ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น ในฐานะการประกาศกฤษฎีกาแห่งความพินาศ ที่ครั้งหนึ่งได้เปิดประตูจักรวรรดิแห่งความตายให้โลกรับรู้ว่า Monstrosity ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วอย่างแท้จริง
#DeathMetal #Monstrosity #ImperialDoom #FloridaDeathMetal #Morrisound #NuclearBlast #ExtremeMetal #MetalHistory #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น