พงศาวดารแห่งความตาย! : Season X
Lykathea Aflame – Elvenefris (2000)
พงศาวดารแห่งความตายของ Avant-Garde / Experimental Death Metal มีอัลบั้มไม่กี่ชุดที่กล้าทำตัวเป็นสนามทดลอง และยิ่งมีน้อยกว่านั้นที่กล้าประกาศตัวว่าความโหดสามารถเดินเคียงข้างกับความหวัง ปี 2000 คือปีที่ Elvenefris ของ Lykathea Aflame ปรากฏตัวราวระเบิดแฟลร์กลางสมรภูมิ death metal สว่างจ้า แสบตา และทำให้ทุกคนต้องหยุดคิดใหม่ว่าคำว่าความหนักควรมีหน้าตาแบบใด ซาวด์เปิดอัลบั้มพาเราไปสู่ท่วงทำนองตะวันออกคล้ายพิธีกรรมโบราณ ก่อนจะถูกกระหน่ำด้วยบลาสต์บีตความเร็วสูงที่ย้ำเตือนว่านี่คือสนามรบจริง แต่เพียงไม่กี่อึดใจ ความรุนแรงกลับยอมหลบทางให้ท่อนเมโลดี้ที่อบอุ่นราวแสงแดดยามเช้า ความย้อนแย้งนี้เป็นดั่งสถาปัตยกรรมของอัลบั้มทั้งชุด
Elvenefris สร้างโลกที่ความโหดและความอ่อนโยนเต้นรำกันอย่างเป็นระบบ โครงสร้างเพลงเต็มไปด้วยการสลับฉับพลันระหว่างริฟฟ์โหดแบบ brutal/tech กับช่วงบรรยากาศที่ล่องลอยใกล้ shoegaze และ new age โดยไม่ปล่อยให้ฝั่งใดครองอำนาจนานเกินไป กลองของ Tomáš Corn คือหัวใจเชิงกลยุทธ์ บลาสต์ที่คมกริบแบบยุค Cryptopsy ต้นสายถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนฉาก ขณะที่กีตาร์เลือกสเกลเมเจอร์และท่วงทำนองตะวันออกอย่างไม่เกรงใจขนบ ทำให้คำว่า happy death metal ไม่ใช่คำล้อเลียน แต่เป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ เสียงคีย์บอร์ดไม่ได้ยืนเด่นแบบโปรเกรสซีฟร็อก หากทำหน้าที่เสมือนหมอกและแสง ขยายพื้นที่อารมณ์ให้ซาวด์มีสีสันโดยไม่ทำลายความดิบ
สิ่งที่ทำให้ Elvenefris กลายเป็นงานนอกกาลเวลาคือเจตจำนงด้านเนื้อหา ท่ามกลางเสียงคำรามและริฟฟ์ที่เหมือนปืนกล เนื้อเพลงกลับพูดถึงการเดินทางกลับบ้าน ความหวัง การเยียวยา และการก้าวข้ามความเจ็บปวด ภาพของสนามรบที่มีแสง ถูกเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านการสลับบทพูด เสียงร้องคลีนสำเนียงเช็กที่ไม่พยายามซ่อนความเป็นมนุษย์ และการประกาศท่าทีว่าความหนักไม่จำเป็นต้องเป็นความมืดเสมอไป นี่คือเหตุผลที่อัลบั้มถูกทั้งสรรเสริญและโต้แย้งอย่างดุเดือด บางคนหลงรักจนยกให้เป็นบทพิสูจน์ว่าความสุขก็เป็นภาษา death metal ได้ ขณะที่อีกส่วนตั้งคำถามถึงความยาว การกระโดดฉาก และบทส่งท้ายเชิงบรรยากาศยาวเหยียดอย่าง “Walking in the Garden of Ma’at” ที่ทำหน้าที่เป็นการวางอาวุธและถอนกำลังหลังสงครามมากกว่าการปะทะครั้งสุดท้าย
ในเชิงประวัติศาสตร์ Elvenefris คือผลงานชิ้นเดียวที่ทิ้งร่องรอยยาวไกลกว่าดิสโคกราฟีทั้งชีวิตของวง การแตกวงในเวลาต่อมาไม่อาจลบแรงสั่นสะเทือนที่อัลบั้มนี้ส่งไปถึงคนรุ่นหลัง มันกลายเป็นวัตถุดิบทางความคิดให้การทดลองข้ามแนวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แทบไม่มีใครทำซ้ำได้โดยไม่กลายเป็นเงาของต้นฉบับ เพราะ Elvenefris ไม่ได้ยืนอยู่บนเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากยืนอยู่บนความกล้าที่จะยอมรับความเปราะบางท่ามกลางความโหด เมื่อฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เราไม่ได้แค่ผ่านบทเพลง 11 บท เราเดินทางผ่านพิธีกรรม จากการเผชิญหน้า ความสับสน การให้และการสูญเสีย ไปจนถึงการก้าวกลับสู่แสงอย่างเงียบงัน
2 ทศวรรษผ่านไป อัลบั้มนี้ยังทำงานเหมือนเดิม บังคับให้ผู้ฟังเลือกว่าจะยืนฝั่งไหนของสนามรบ จะหัวเราะใส่ความย้อนแย้ง หรือจะยอมรับว่าบางครั้ง ความหนักที่สุดคือการกล้าหวัง Elvenefris จึงไม่ใช่แค่การฉีกกฎแห่ง death metal หากเป็นการเขียนกฎใหม่ กฎที่บอกว่าในความโหด ยังมีที่ว่างให้ได้หายใจ
#AvantGardeDeathMetal #ExperimentalDeathMetal #LykatheaAflame #Elvenefris #DeathMetalHistory #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น