พงศาวดารแห่งความตาย! : Season VIII


Paradise Lost – Gothic (1991)

ณ ค่ำคืนอันหนาวชื้นแห่ง West Yorkshire ปลายปี 1990 คล้ายเป็นผ้าคลุมที่สรวงสวรรค์ทอดทิ้งไว้เหนือโลก หมอกบางลอยค้างดุจลมหายใจสุดท้ายแห่งเงาไร้นาม ขณะที่ 5 ชายหนุ่มจาก Halifax กำลังหลอมรวมซาวด์แห่งความโศกเศร้าและความดิบกระด้างลงในห้องอัด Academy Music Studios เสียงกีตาร์ของ Gregor Mackintosh บาดผ่านอากาศเสมือนคมดาบที่ใช้กรีดรอยลึกลงบนความทรงจำ ส่วนเสียงร้องของ Nick Holmes ก็อื้ออึงคล้ายมนต์โบราณที่เอื้อนเอ่ยจากเบื้องล่าง ความมืดกำลังถือกำเนิด และมันมีนามว่า Gothic

อัลบั้มลำดับที่ 2 ของ Paradise Lost ที่วางจำหน่ายเมื่อ 19 มีนาคม 1991 เป็นดั่งก้าวย่างสำคัญของวง ดุจรากฐานที่ปรับดินแดนแห่ง Death-Doom ให้เปลี่ยนทิศ เหมือนสายน้ำโบราณที่ไหลท่วมพรมแดนและวาดภูมิทัศน์ใหม่ขึ้นซ้อนทับของเดิม นักวิจารณ์ร่วมสมัยอาจยังไม่ทันมองเห็นเงื่อนงำแห่งสิ่งที่กำลังก่อตัว แต่กาลเวลาได้ทำหน้าที่ประทับตราให้ Gothic กลายเป็นผลงานที่นิยามแนว Gothic Metal เป็นจุดเริ่มต้นของบรรยากาศอันแสนเวิ้งว้างที่ต่อมาได้ซึมลงในผลงานของทั้งทวีปยุโรป

เสียงออร์เคสตราที่ Raptured Symphony Orchestra สอดประสานเข้ามาในหลายช่วงเสมือนสายหมอกที่กอดซากอาคารปรักพัง บทกวีเสียงสะท้อนของ Sarah Marrion ทำให้เพลงอย่าง Gothic และ Eternal เศร้าสะเทือนลึกลงไปจนคล้ายเสียงคร่ำครวญของผู้สูญเสียที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเล่าเรื่องราวของตน ดั่งผู้ประกอบพิธีกรรมผ่านเสียงดนตรี เหมือนการสาปแช่ง ให้ความเศร้าดำรงตัวเป็นหนึ่งในสภาวะศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์

ความลับอันแปลกประหลาดที่ซ่อนอยู่บนปกอัลบั้ม ภาพที่ถูกครอปและพลิกกลับจากรูปถ่ายวงดั้งเดิม กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับตัวงาน เหมือนชิ้นส่วนของร่างกายที่ถูกตัดทอนไปจากความจริง และเหลือเพียงเศษความหลอนที่กำกวม นี่เองคือสิ่งที่ Paradise Lost ทำกับดนตรี แยกชิ้นส่วนความทุกข์ของมนุษย์ออกเป็นท่อนๆ แล้วประกอบมันขึ้นใหม่ด้วยสำเนียงที่เย็นเยียบ

ในปีต่อมา ผู้ฟังหลากรุ่นเริ่มเข้าใจ อัลบั้มที่ถูกรีมาสเตอร์ ย้ายค่าย แจกฟอร์แมตใหม่ และถูกนำไปเปิดทั้งในเทศกาล Roadburn ปี 2016 จนถึงชุดแสดงสดที่ปล่อยบน Bandcamp ล้วนเป็นร่องรอยที่บ่งบอกว่า Gothic ไม่ได้จบลงในปี 1991 มันยังคงเติบโต เสมือนต้นไม้พิษที่แตกหน่อจากใต้ดิน ค่อยๆ แผ่รากไปทั่วดินแดนแห่งความโศกเศร้าในโลกแห่งเมทัล

Chris Chantler จาก Metal Hammer เคยกล่าวไว้ในปี 2020 ว่า นี่คือจุดที่ Paradise Lost เติบโตจากเด็กวงเทปเทรดหัวฟู สู่ผู้กำหนดทิศทางแห่งร็อกสายหม่นระดับโลก และคงไม่มีคำใดอธิบายได้งดงามและโหดร้ายเท่านี้ เพราะ Gothic คือประจักษ์พยานว่าเสียงดนตรีสามารถสร้างจักรวาลใหม่ จักรวาลที่ความเศร้าเป็นดั่งสภาวะที่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นความงามในความแตกสลายของตน

ท่อนริฟฟ์ใน Dead Emotion และ Shattered ทำหน้าที่แทนเสียงหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงๆ Rapture และ The Painless คือบทสวดของผู้ที่เดินทางผ่านแดนสนธยา ส่วน Desolate ปิดท้ายอัลบั้มเหมือนลมหายใจสุดท้ายของผู้เล่าเรื่อง สั้น รวดร้าว แต่ทรงพลังจนยากจะลืม

Paradise Lost ไม่ได้ตั้งใจจะร่างพิมพ์เขียวแห่ง Gothic Metal แต่กงล้อแห่งกาลเวลาก็ทำงานของมันอย่างเงียบงัน เสียงสะท้อนจาก Gothic เดินทางข้ามยุคและทิ้งรอยไว้ในวงอย่าง My Dying Bride, Anathema, Tiamat แม้แต่ในสาย Black-Gaze หรือ Darkwave ยุคใหม่ ยังแฝงเงาอันเยือกเย็นของงานชิ้นนี้อยู่รางๆ เสมือนบาดแผลที่ไม่เคยหายสนิท

ในบันทึกประวัติศาสตร์ Death-Doom ไม่มีอัลบั้มใดที่ทำให้ความเศร้ามีรูปทรงได้ชัดเจนเท่า Gothic มันคือช่วงเวลาที่สรรพเสียงมืดหม่นแห่งความเป็นมนุษย์ถูกเรียบเรียงใหม่กลายเป็นงานศิลปะที่ทั้งงดงามและเจ็บปวด เหมือนมองกองเถ้าถ่านแห่งโศกนาฏกรรม แล้วพบว่ามีประกายแสงวาบอยู่ภายใน

นี่คือหน้าหนึ่งของพงศาวดารแห่งความตาย บทที่เขียนด้วยมือแห่ง Paradise Lost ในฤดูหนาวปี 1991 และยังคงไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเมทัลทั่วทั้งโลกจนถึงทุกวันนี้

#ParadiseLost #Gothic #DeathDoomMetal #GothicMetal #TerritoryMag 

ความคิดเห็น