พงศาวดารแห่งความตาย! : Season VIII
Morgion – Solinari (1999)
.
ณ ค่ำคืนที่สายหมอกบางเบาคลุมฟ้าเสมือนผ้าคลุมศพเหนือทุ่งหญ้า นามแห่ง Morgion ผุดขึ้นราวเสียงลมหายใจสุดท้ายของโลกเก่า ช้า หนัก และเต็มไปด้วยความเศร้าอันซ่อนเงามืดไว้ใต้ชั้นแห่งความงามอันแปลกประหลาดราวศิลาที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา หาก Among Majestic Ruin คือประตูบานแรกที่เปิดสู่แดนต้องสาปเมื่อ 3 ปีก่อน Solinari ที่ออกกับ Relapse Records ในปี 1999 คือบทบันทึกที่งดงามที่สุดในบรรดาความพินาศทั้งมวลของพวกเขา เปรียบได้กับม้วนคัมภีร์โบราณที่ถูกหยดด้วยน้ำตาแห่งวิญญาณและเถ้าธุลีแห่งดวงดาวที่ตายไปแล้ว
.
สิ่งที่ทำให้ Solinari ครองใจผู้ฟัง Death-Doom ตลอดกาล ดุจเสียงกีตาร์ที่ถาโถมราวภูเขาหินแหลกสลาย ด้วยบรรยากาศที่เย็นเยียบอย่างละอองฝนในสุสาน ความสามารถของ Morgion ในการผสานความหดหู่เข้ากับความสง่างามราวบทสวดโบราณ ตั้งแต่เสียงแรกของ The Serpentine Scrolls / Descent to Arawn ที่ลากผู้ฟังลงสู่อาณาจักร Arawn เทพแห่งความตายจากตำนานเซลต์ ไปจนถึงการจมตัวลงสู่ปลายทางของ ...The Last Sunrise ที่ราวกับแสงสุดท้ายแห่งจักรวาลกำลังมอดดับลงตรงหน้า
.
Solinari ไม่ใช่อัลบั้มที่เกิดขึ้นจากความมืดแบบไร้ชั้นเชิง ตรงกันข้าม ทุกท่อน ทุกร่องเสียงถูกขัดเกลาอย่างประณีตเหมือนประติมากรรมที่ถูกแกะจนเห็นเส้นเลือดใต้หิน เสียงสะท้อนแบบ Atmospheric Doom ที่ถักทอซ้อนกับเมโลดี้อันคลุมเครือ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่บนผืนแผ่นดินที่กร่อนสลายทีละชั้นใต้ฝ่าเท้า ดินแดนที่ความหวังสุดท้ายแห้งผากลงเหลือเพียงเศษเถ้าความทรงจำที่ไม่มีใครมองเห็น
.
ในบทเพลง Nightfall Infernal ความหนักของกีตาร์หลั่งไหลเสมือนหินภูเขาไฟที่ยังคงแดงก่ำ ส่วน Canticle และ Solinari คือช่วงเวลาที่อัลบั้มชะลอหายใจ ลงจังหวะราวพิธีกรรมลึกลับที่เชื้อเชิญให้ผู้ฟังนั่งเงียบงันตรงหน้ากองไฟและรับฟังเสียงหัวใจแห่งจักรวาลที่เต้นช้าลง เสียงซินธ์ที่ทอดยาวเป็นสายหมอกคือรอยแผลเป็นบนผืนฟ้า สะท้อนถึงความโดดเดี่ยวที่ค่อยๆ กัดกินทุกชีวิตทีละเสี้ยว
.
ทว่าความมหัศจรรย์ของ Solinari คือการทำให้ความตายดูงดงามอย่างไม่คาดฝัน ความโศกเศร้าถูกยกขึ้นเป็นสิ่งที่สูงส่งเหมือนพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เสมือนช่วงเวลาที่ผู้โศกเศร้ายืนอยู่ลำพังท่ามกลางทุ่งโล่งก่อนรุ่งสาง ความเงียบที่ไม่เคยทำร้ายใครแต่ก็ไม่เคยปลอบประโลมใครเช่นกัน
.
แม้เวลาจะผ่านมานานนับตั้งแต่ปี 1999 แต่ดวงดาวแห่ง Solinari ก็ยังลอยอยู่เหนือพรมแดนแห่ง Death-Doom ราวกับคอยชี้หนทางให้ผู้แสวงหาความงามที่เกิดจากความพินาศ มันเป็นงานศิลป์ที่พาเราก้าวเข้าไปในตน เผชิญกับความกลัว ความสูญเสีย และเงาที่เราหันหน้าหนีมาตลอดชีวิต
.
และเมื่อบทสุดท้าย ...All the Loss และ ...The Last Sunrise ปิดฉากลง ผู้ฟังจะพบว่าตนเองได้เดินทางไกลเกินกว่าจะถามว่าเสียงที่ได้ยินคือดนตรีหรือคำสาป สิ่งที่เหลืออยู่คือความเงียบงัน เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นแผ่วเบาของตัวเองท่ามกลางเถ้าถ่านแห่งโลกที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
.
Solinari อัลบั้มลำดับที่ 2 ของ Morgion เป็นดั่งอนุสาวรีย์แห่งความเศร้า ที่ถูกสลักไว้ในห้วงแห่งกาลเวลาอย่างงดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของ Death-Doom ทั้งมวล
.
#DeathDoomMetal #Morgion #Solinari #RelapseRecords #DoomMetalClassic #TerritoryMag


.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น