พงศาวดารแห่งความตาย! : Season IX
Necrophobic – Death to All (2009)
ปี 2009 เสียงกลองระห่ำดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางท้องฟ้าที่ไร้แสง ดาวทุกดวงดับสูญ เหลือเพียงความมืดที่ไหลบ่าลงมาอย่างมิอาจหยุดยั้งดุจพิธีกรรม Necrophobic พาเราก้าวเข้าสู่ Death to All งานบันทึกปี 2009 ที่ไม่พยายามประดิษฐ์ความงดงามให้ดูสูงส่ง หากเลือกจะฉีกเนื้อหนังแห่ง Blackened Death Metal ออกมาโชว์อย่างเย็นชา รวดเร็ว และเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันที่ยังคุกรุ่นไม่จางหาย
หลังจาก Hrimthursum ที่เคยแผ่รัศมีแบบกึ่งมหากาพย์ อัดแน่นด้วยบรรยากาศกว้างใหญ่และกลิ่นอายซิมโฟนิก Necrophobic เลือกหันหลังให้ความโอ่อ่า แล้วกลับสู่สัญชาตญาณดิบแห่งสายพันธุ์สวีดิช พวกเขาตัดทอนทุกสิ่งที่ไม่จำเป็น เหลือเพียงกลอง กีตาร์ เบส และเสียงคำรามของ Tobias Sidegård ที่เป็นเสมือนคำสาปที่ถูกพ่นออกมาจากหลุมศพ เสียงร้องใน Death to All ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือส่งเนื้อหา แต่เป็นแกนกลางของอัลบั้ม เป็นถ้อยคำแห่งความสิ้นหวัง ดูหมิ่น และความคลั่งศาสนาที่แปรเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นอุดมการณ์
ตั้งแต่ Celebration of the Goat ที่พุ่งชนผู้ฟังราวกระสุนความเร็วสูง ไปจนถึง Temple of Damnation ที่ทุบซ้ำอย่างไร้ปรานี อัลบั้มนี้เดินหน้าแบบไม่ลังเล ริฟฟ์ tremolo ถูกสาดมาเป็นสาย ลากอารมณ์จาก Black Metal เข้าชนกับพลังแห่ง Death Metal อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่ทำให้ Necrophobic แตกต่างจากวงร่วมรุ่น ด้วยความเร็ว ความโหด และความสามารถในการซ่อนเมโลดี้ไว้ท่ามกลางความรุนแรง เมโลดี้ที่ไม่ได้ปลอบประโลม หากหลอกล่อ เหมือนเสียงกระซิบจากเงามืดที่คอยนำทางไปสู่หายนะ
Revelation 666 คือหัวใจของอัลบั้ม เพลงที่เริ่มต้นด้วยการคารวะความเร็วแบบ Slayer ก่อนจะระเบิดตัวเองออกเป็นโลกอีกใบหนึ่งในช่วงครึ่งหลัง กีตาร์คู่ของ Sebastian Ramstedt และ Johan Bergebäck ประสานกันอย่างเฉียบคม สร้างท่วงทำนองที่ทั้งสง่างามและอำมหิตในคราวเดียว ราวกับพิธีกรรมที่จู่ๆ ก็เปิดม่านเผยให้เห็นความงามต้องห้าม ท่อนจบของเพลงนี้เป็นไคลแมกซ์แห่งซาวด์ ดั่งช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนต้องยอมรับว่า Necrophobic เป็นนักแต่งเพลงที่เข้าใจโครงสร้างและอารมณ์อย่างลึกซึ้ง
ในอีกมุมหนึ่ง For Those Who Stayed Satanic แสดงให้เห็นด้านที่ติดหูและเป็นบทสวดมากที่สุดของอัลบั้ม คอรัสที่ฝังอยู่ในหัวดุจพลังแห่งความศรัทธาที่บิดเบี้ยว เป็นเพลงที่ฟังดูเรียบง่าย แต่เมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยเสียงร้องและจังหวะที่แน่นหนา มันกลับกลายเป็นการประกาศจุดยืนของคนที่เลือกจะยืนอยู่ด้านมืดอย่างไม่ลังเล
บทสรุปทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเพลงยาวชื่อเดียวกับอัลบั้ม Death to All ที่แบ่งออกเป็นหลายภาค ร้อยเรียงบรรยากาศพายุ ซาวด์อะคูสติกแบบนีโอคลาสสิก และจังหวะถล่มเมืองเข้าไว้ด้วยกัน เพลงนี้คือบทส่งท้ายที่เป็นดั่งตราประทับของอัลบั้ม เป็นคำประกาศว่าทุกสิ่งที่ผ่านมานั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากถูกออกแบบมาเพื่อจบลงอย่างสง่างามในความพินาศ
ในเชิงซาวด์ Death to All คือความสมดุลระหว่างความดิบและความชัดเจน โปรดักชันไม่ได้พยายามขัดเงาให้แวววาวเกินจำเป็น เสียงกีตาร์คมชัดและหนักแน่น กลองพุ่งทะลุออกมาจากมิกซ์อย่างมีวินัย ทุกองค์ประกอบถูกจัดวางอย่างมีชั้นเชิง และนี่คือเหตุผลที่อัลบั้มฟังจบแล้วไม่รู้สึกอิ่มจนเกินไป แต่กลับทิ้งความอยากฟังซ้ำไว้เสมอ
Death to All อาจไม่ได้เป็นงานที่หวือหวาที่สุดในแคตตาล็อกของ Necrophobic แต่สำหรับหลายคน มันคือจุดที่วงค้นพบตัวตน อัลบั้มที่ยืนยันว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องขยายขอบเขตออกไปเพื่อพิสูจน์อะไร เพียงแค่ยึดมั่นในแก่นแท้แห่ง Blackened Death Metal อย่างแน่วแน่ ก็เพียงพอจะสร้างงานที่ทั้งแข็งแกร่ง หนาวเย็น และยืนยาวเหนือกาลเวลา!
#Necrophobic #DeathToAll #BlackenedDeathMetal #SwedishDeathMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น