พงศาวดารแห่งความตาย! : Season IX
Hour of Penance – Paradogma (2010)
ณ ห้วงลึกแห่งกรุงโรม เมืองที่เคยมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์กดทับประวัติศาสตร์และเลือดมนุษย์มาไม่รู้กี่ยุคสมัย เสียงคำรามของ Hour of Penance ปะทุขึ้นราวบทสวดที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธแห่งสงคราม พวกเขาก่อตั้งในปี 1999 และใช้เวลาเพียงทศวรรษในการหลอมรวม technical death metal กับความเคียดแค้นแห่ง blackened modernity จนเกิดเป็นสภาวะแห่งซาวด์ที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และกลิ่นอายแห่งปีศาจในคราวเดียว และทั้งหมดนั้นกำเนิดขึ้นในปี 2010 นาม Paradogma ผลงานที่ทั้งวงและนักวิจารณ์ต่างยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดในพายุแห่งความตายสัญชาติอิตาลี
เสียงเปิดฉากของอัลบั้มคือรอยแยกแห่งศรัทธา บทสวดที่ถูกสับด้วยจังหวะสาดกระสุนของ Mauro Mercurio มือกลองยุคทองของวง ผู้ทุบกลองเหมือนกำลังพังเสาหลักมหาวิหาร พลังโจมตีของเขาเป็นเสมือนความเร็วแบบที่บดสมองผู้ฟังให้เหลือเพียงเถ้าถ่าน เปลี่ยนจังหวะด้วยความแม่นยำราวขุนศึกกำลังกวาดทัพศัตรูในลำดับที่คำนวณไว้จนไม่มีที่ให้หายใจ
เหนือพื้นผิวแห่งความโกลาหลนั้น Giulio Moschini เงื้อกีตาร์ที่คมราวใบมีดแห่งอัสนี ริฟฟ์ของเขาสั่นสะเทือนเหมือนหินผาที่แตกสลาย เขาสามารถลากท่อนเมโลดี้อันบิดเบี้ยวให้พุ่งชนกับกำแพงแห่งซาวด์แบบ brutal death ได้ในไม่กี่วินาที ท่อนช้าชั่วครู่ที่สอดแทรกเข้ามาราวจงใจจะหยุดหัวใจผู้ฟังก่อนฟาดกลับด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มันคือเสน่ห์อันมืดมิดแห่ง Paradogma ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงวงที่เล่นเร็ว แต่เป็นวงที่รู้วิธีควบคุมเวลาในสงครามแห่งซาวด์
Paolo Pieri ผู้เข้ามารับตำแหน่งร้องนำในยุคนี้ ส่งถ้อยคำที่เหมือนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ เป็น growl ที่ต่ำ ลึก และเร็วราวการรัวปืนใหญ่ เสียงของเขาเสมือนกำลังสวดประกาศกบฏใส่อำนาจเหนือธรรมชาติที่โรมเคยหล่อเลี้ยงมานับพันปี เนื้อหาที่กัดกร่อนศาสนาอย่างชัดเจนของอัลบั้มนี้ มิได้ใช้เพื่อท้าทายแบบสิ้นคิด หากแต่เป็นการตั้งคำถามถึงโครงสร้างศรัทธาอันบิดเบี้ยวแห่งโลกมนุษย์ แนวคิดที่ยิ่งหนักแน่นเมื่อออกจากปากของศิลปินจากเมืองหลวงแห่งคริสต์ศาสนา
เพลงอย่าง The Woeful Eucharisty กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดเหี้ยมและงดงามของ Paradogma ท่อนริฟฟ์ที่แตกตัวประมาณนาทีที่ 2 ที่หลายคนกล่าวถึงนั้น เหมือนประตูลงสู่นรกที่เปิดช้าๆ ก่อนฉุดผู้ฟังลงไปพร้อมกลิ่นโลหะและควันดำที่ลอยคลุ้ง เสียงกลองที่กรีดท้องฟ้า เสียงเบสที่ไหลเสมือนลำธารโคลน และโครงสร้างเพลงที่ค่อยๆ แยกชั้นความรุนแรงออกมาให้เห็นชัดเจน นี่คือภาพจำของอัลบั้มที่ไม่มีเพลงใดหลุดจากสภาวะแห่งสงคราม
อิทธิพลแห่ง black metal ใน Paradogma ทำให้บรรยากาศของงานนี้ทั้งเย็นและแหลมเหมือนหิมะที่ตกบนศพสดๆ ความเร็วไม่ใช่เรื่องเดียวที่วงต้องการสื่อ แต่เป็นการใช้ความเร็วเพื่อผลักและบิดความรู้สึกของผู้ฟังให้อยู่ในเขตแดนที่ไม่มั่นคง คล้ายกำแพงแห่งศรัทธาที่สั่นไหวก่อนพังลงด้วยน้ำหนักของความจริงอันโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลง
และแม้ว่าอัลบั้มจะโหมกระหน่ำตลอดครึ่งชั่วโมง ความฉลาดในการจัดไดนามิกของวงก็ทำให้เพลงไม่เหมือนการสาดความเร็วอย่างไร้ทิศทาง Spiritual Ravishment เปิดฉากด้วยการรุมโจมตีอย่างอำมหิต ก่อนลดระดับลงสู่ช่วงช้าสุดอึมครึมที่เล่นกับบรรยากาศเสมือนการเดินอยู่ในอุโมงค์แห่งซากศพ ขณะที่เพลงปิดอย่าง Apotheosis กลับให้ความรู้สึกดั่งพิธีบูชายัญครั้งสุดท้าย เสียงระฆังในเบื้องหลังที่ดังคล้ายเสียงเตือนว่าพิธีนี้จะไม่ย้อนกลับไปสู่ความสงบอีกต่อไป
Paradogma อัลบั้มที่ประกอบด้วย riff ที่เร็ว เสียงร้องโหด กลองที่เหนือมนุษย์ ดุจคำประกาศสงครามแห่งศรัทธาที่ชี้ให้เห็นว่า death metal แห่งอิตาลีในยุคนี้ก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆ และสามารถใช้ความโหดเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องที่แหลมคมและเฉียบลึกได้อย่างน่าสะพรึง
Hour of Penance ได้เขียนชื่อตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์แห่ง Blackened Death Metal ด้วยอัลบั้มนี้อย่างเด็ดขาด และในพงศาวดารแห่งความตายที่เรากำลังรวบรวม Paradogma คือบทที่เต็มไปด้วยควัน เขม่า และเสียงร้องที่ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในป่าหินแห่งกรุงโรม ยืนยันว่าบางครั้งความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง อาจเกิดขึ้นในวินาทีที่ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
#BlackenedDeathMetal #HourOfPenance #Paradogma #ItalianDeathMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น