จาก PANIC ถึง METALLICA และ MEGADETH! Dave Mustaine บอกนี่คือการปิดวงกลมชีวิตดนตรีด้วย Ride The Lightning
ณ ห้วงเวลาที่ Megadeth ประกาศว่าอัลบั้มใหม่ชื่อเดียวกับวง Megadeth ซึ่งจะออกในวันที่ 23 มกราคม 2026 คือบทสุดท้ายของชื่อที่สร้างเขาขึ้นมา Dave Mustaine เลือกวิธีย้อนกลับไปยังต้นสายประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างชัดเจนที่สุด ด้วยการหยิบ Ride The Lightning เพลงไตเติลแทร็กจากอัลบั้มคลาสสิกของ METALLICA ปี 1984 ที่เขามีเครดิตร่วมเขียนเพลง มาบันทึกเสียงใหม่ในแบบของ Megadeth แล้ววางไว้เป็นโบนัสแทร็กปิดท้ายราวกับการลงลายเซ็นปิดแฟ้มคดีที่ลากยาวมากว่า 4 ทศวรรษ
ในรายการ Trunk Nation With Eddie Trunk ของ SiriusXM เทปออกอากาศวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา Mustaine เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ว่า เดิมทีเขาแค่คุยกับทีมผู้จัดการถึงธรรมเนียมการใส่เพลงคัฟเวอร์ในแต่ละอัลบั้มของ Megadeth ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่คัฟเวอร์ในความหมายเดิม เพราะ Ride The Lightning คือเพลงที่เขาเขียนขึ้นมาร่วมกับ James Hetfield ตั้งแต่ก่อนถูกเตะหลุดออกจาก METALLICA ในปี 1983 สำหรับ Mustaine การได้บันทึกเพลงนี้อีกครั้งจึงไม่ใช่การแหย่แผลเก่า แต่คือการคารวะแด่วงที่เขาเริ่มต้นเส้นทาง และเป็นโอกาสจะพูดออกมาตรงๆ ว่าเขาคิดอย่างไรกับ James ในฐานะเพื่อนร่วมรบเก่า
Mustaine เล่าถึงภาพจำในยุค Whisky A Go Go ที่เขาเพิ่งได้เห็น Hetfield จับกีตาร์เต็มตัวครั้งแรก หลังจากมือกีตาร์รับเชิญแต่งตัวมาแบบ Rudy Sarzo ยุคกลาง ’80s จนทุกอย่างดูผิดที่ผิดทาง สุดท้ายเมื่อเขาไปซ้อมครั้งต่อไปก็พบว่าไม่มีใครเหลืออยู่ นอกจาก James ที่ยืนเล่นกีตาร์อยู่คนเดียวอย่างดุดันจนเขาต้องทบทวนว่า นักร้องคนเดิมกลายเป็นมือกีตาร์เต็มตัวแบบนี้ได้อย่างไร ความตื่นเต้นที่มีต่อพัฒนาการของ James และอนาคตของวงในวันนั้น กลายมาเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาอยากย้อนกลับไปแตะ Ride The Lightning ในวันนี้
เมื่อพูดถึงการเลือกเพลง Mustaine บอกว่า Kill ’Em All ดูจะเป็นคำตอบที่ง่ายไป และบางส่วนเขาก็เคยนำกลับมาใช้แล้วในแบบของตัวเองกับ Mechanix ขณะที่ The Call Of Ktulu ในอัลบั้ม Ride The Lightning ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมายหลังจากเขาออกจากวงจนแทบไม่เหลือโครงที่เขาจำได้ สุดท้ายเขาจึงกลับมาเลือกเพลงไตเติลแทร็ก Ride The Lightning เพราะเป็นเพลงที่เขามีส่วนร่วมตั้งแต่แรก และยังคงสะท้อนโครงสร้าง การร้อง และพลังของ James ในแบบที่เขารู้สึกผูกพัน เมื่อทีม Megadeth เริ่มลองเล่น Mustaine บอกว่ามันรู้สึกถูกต้อง และย้ำหลักคิดเดิมที่เขายึดมาตลอดว่า เมื่อคุณนำเพลงของคนอื่นมาเล่น คุณต้องทำให้ได้อย่างน้อย ดีพอๆ กัน หรือดีกว่า จึงจะสมศักดิ์ศรี
เวอร์ชันของ Megadeth จึงไม่ใช่การก็อปปี้ตรงตัว แต่เป็นการเร่งสปีดขึ้นเล็กน้อย ขยับบางพาร์ตให้หนาขึ้นเพื่อให้เข้ากับซาวด์ร่วมสมัย และเปิดพื้นที่ให้เขากับ Teemu Mäntysaari มือกีตาร์คนปัจจุบัน ได้โยนโซโลกลับไปมาระหว่างกัน Mustaine ยอมรับว่าเมื่อเพลงนี้ถูกจับใส่โครง Megadeth เต็มตัว ทั้งจังหวะ ท่อนริฟฟ์ และเสียงร้องของเขาย่อมต่างจากต้นฉบับของ James แต่หัวใจสำคัญคือการปิดวงกลมแสดงให้เห็นสิ่งที่เขากับ Hetfield เคยสร้างร่วมกันในฐานะมือกีตาร์ 2 คนที่ช่วยเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีเมทัล
ในบทสัมภาษณ์กับ Rolling Stone ก่อนหน้านี้ Mustaine เคยอธิบายว่าการกลับมาหา Ride The Lightning ไม่ได้เป็นเรื่องของการยึดเพลงตัวเองคืน หากเป็นเรื่องของความเคารพที่เขามีต่อ James มาโดยตลอด แม้โลกจะจดจำ Hetfield เป็นนักร้องนำแห่ง METALLICA แต่ในสายตาของเขา James คือมือกีตาร์ผู้ทรงพลังที่พัฒนาจากนักร้องธรรมดาไปสู่ powerhouse ในเวลาอันสั้น และเขาอยากใช้บันทึกเสียงครั้งนี้เป็นวิธีปิดฉากเส้นทางที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ PANIC จนถึง METALLICA และ Megadeth ด้วยเพลงที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนสำคัญ
อัลบั้ม Megadeth ซึ่งจะออกทาง Tradecraft ร่วมกับ BLKIIBLK ของ Frontiers Label Group มาพร้อมไลน์เพลงใหม่ตั้งแต่ Tipping Point, I Don’t Care, Let There Be Shred, I Am War ไปจนถึง The Last Note ก่อนปิดท้ายด้วย Ride The Lightning ในฐานะโบนัสแทร็ก เหมือนคำลงท้ายในจดหมายฉบับสุดท้ายของวงที่แฟนเพลงติดตามมาตลอด 4 ทศวรรษ
ในอีกด้านของการอำลา Mustaine ก็ต้องเผชิญคำถามเรื่องคอนเสิร์ตสุดท้ายของ Megadeth ว่าจะมีโอกาสเห็นการรวมตัวของสมาชิกยุคคลาสสิกทั้งหมดหรือไม่ ในรายการเดียวกันกับ Eddie Trunk เขายอมรับตรงๆ ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพฤติกรรมของอดีตสมาชิกบางคนในอดีต ทำให้เขาไม่อาจลากทุกคนกลับมาขึ้นเวทีเดียวกันได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมกับคนอื่น เขาย้ำว่าประสบการณ์ขึ้นเวทีร่วมกับ Marty Friedman ในญี่ปุ่นเมื่อต้นปี 2024 เป็นตัวอย่างที่งดงามของการกลับมาพบกันอีกครั้งบนพื้นฐานของความเคารพ แต่การรวบรวมทุกยุคทุกไลน์อัปในโชว์เดียว ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาคิดว่าทำได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
ฝั่งอดีตมือเบสอย่าง David Ellefson ที่ปัจจุบันเดินหน้าชีวิตตัวเองกับโปรเจ็กต์ใหม่หลายรูปแบบ ก็เลือกตอบรับข่าวอำลา Megadeth ด้วยท่าทีเรียบเย็นแต่หนักแน่น เขาพูดผ่านหลายบทสัมภาษณ์ในปีนี้ว่าตัวเองไม่ได้รอสายจาก Mustaine แต่ถ้าได้รับการชวนกลับไปร่วมสักช่วงเวลาหนึ่งในวาระอำลาก็พร้อมเสมอ และยกตัวอย่างงาน Back To The Beginning ของ BLACK SABBATH ที่ดึง Geezer Butler, Tony Iommi, Bill Ward และ Ozzy Osbourne มายืนร่วมเวทีในช่วงบั้นปลายว่าเป็นต้นแบบของการบอกลาที่ถูกต้องในสายตาของเขา สำหรับ Ellefson ถ้า Megadeth จะปิดม่านจริงๆ การได้ให้ต้นฉบับของวงทุกรุ่นทุกรายชื่อ ได้มีพื้นที่ส่งยิ้มให้กันเป็นครั้งสุดท้ายต่อหน้าแฟนๆ คือภาพที่งดงามที่สุด
ท่ามกลางมวลอารมณ์ค้างคาเหล่านี้ การตัดสินใจอัด Ride The Lightning ลงในอัลบั้มสุดท้ายจึงมีน้ำหนักมากกว่าแค่การหยิบเพลงเก่ามาเล่นซ้ำ มันคือการที่ Mustaine ยอมเลือกปิดสมุดบันทึกเล่มยาวที่เต็มไปด้วยความคับข้อง เรื่องเครดิตเพลงอย่าง Phantom Lord, Metal Militia, Jump In The Fire, The Four Horsemen หรือข้อพิพาทเรื่อง No Life ’Til Leather ลงชั่วคราว แล้วหันไปโฟกัสที่สิ่งเดียวซึ่งเขายังยืนยันเสมอว่ามีอยู่จริง ความเคารพต่อฝีมือของ James Hetfield และแรงสั่นสะเทือนที่ดนตรีของพวกเขาสร้างให้กับโลกแห่งลูกหนัง
ในทางหนึ่ง การอำลาของ Megadeth เป็นบทใหม่ของปฏิทินเฮฟวี่เมทัลที่กำลังปิดยุคของคนที่อยู่มาตั้งแต่ต้น Mustaine เลือกจะเดินลงจากเวทีด้วยเพลงที่ผูกโยงชะตากรรมของเขาเข้ากับ METALLICA อย่างแน่นแฟ้นที่สุด และไม่ว่าคอนเสิร์ตสุดท้ายจะมีใครยืนอยู่บนเวทีกับเขาบ้างหรือไม่ Ride The Lightning เวอร์ชันปลายทางของ Megadeth ก็จะกลายเป็นทั้งคำอำลา ทั้งการคืนดีกับอดีต และทั้งหมุดหมายใหม่ให้แฟนเพลงได้ย้อนกลับไปมองว่าความขัดแย้งยาวนานกว่า 40 ปี ได้หล่อหลอมประวัติศาสตร์เมทัลให้เข้มข้นเพียงใด
#DaveMustaine #Megadeth #Metallica #RideTheLightning #HeavyMetal #TerritoryMag
.jpg)

.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น