พงศาวดารแห่งความตาย! : Season VII


In Flames – The Jester Race (1996)

.

ค่ำคืนหนึ่งแห่งกอเทนเบิร์ก อากาศปลายปี 1995 เย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็นหมอกสีขาวจางๆ หน้า Studio Fredman เงาสลัวแห่งตึกอิฐเก่าแนบแน่นกับความมืด เสมือนเฝ้ารอก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบางอย่าง บางสิ่งที่ต่อมาโลกจะจดจำในฐานะหนึ่งในศิลาจารึกสำคัญของมนตราแห่ง Melodic Death Metal

.

ขณะไฟสีเหลืองส้มจากหลอดไส้ในห้องอัดสะท้อนบนผิวกีตาร์ของ Jesper Strömblad และ Glenn Ljungström ด้วยโน้ตคู่แบบสวีดิชที่ทั้งแหลมคมและงดงามเริ่มไหลริน คล้ายใบมีดที่เฉือนหมอก บาดลึกลงไปถึงแกนกลางแห่งอากาศอันหนาวเหน็บ เสียงเหล่านั้นต่อมาจะกลายเป็น Moonshield เพลงเปิดอัลบั้มที่ทั้งอ่อนโยนและอันตรายในเวลาเดียวกัน ราวกับเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายความฝันและความเจ็บปวด

.

ภายในห้องอัดเดียวกันนั้น Anders Fridén ที่เพิ่งก้าวเข้ามารับตำแหน่งนักร้องนำเป็นครั้งแรก กำลังเปล่งเสียงคำรามก้องราวฟ้าคำรณ เสียงของเขาเหมือนบันทึกแห่งความทรงจำที่แตกสลายและความคับแค้นที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนาน เสียงกลองของ Björn Gelotte ที่ยังสวมบทบาทมือกลองในยุคนั้น ไหลบ่าราวการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็งละลาย แข็งแรง หนักแน่น แต่มีช่องว่างพอให้เมโลดี้ขับเคลื่อนไหลไปอย่างไม่ติดขัด

.

ภายใต้การควบคุมของโปรดิวเซอร์ผู้มองเห็นอนาคตอย่าง Fredrik Nordström และพลังดิบของสมาชิก In Flames อัลบั้มนี้ถูกร้อยเรียงขึ้นด้วยความตั้งใจบางอย่างที่คมชัดดุจคำประกาศสงครามแห่งแนวเพลงใหม่ที่กำลังเติบโต แนวที่ประสานความอำมหิตเข้ากับความงามอย่างวิจิตรจนกลายเป็นภาษาแห่งซาวด์เฉพาะถิ่น ซึ่งต่อมาโลกเรียกว่า Gothenburg Sound

.

The Jester Race อัลบั้มที่ 2 ของ In Flames เป็นดั่งตราประทับแห่งราชวงศ์เมโลดิกเดธเมทัล ที่ยืนไหล่ชนกับผลงานอมตะของ Slaughter of the Soul จาก At the Gates และ The Gallery ของ Dark Tranquillity เพื่อประกาศอย่างกล้าหาญว่านี่คือ 3 เสาหลักแห่งยุคทอง

.

เมื่อ Artifacts of the Black Rain ระเบิดออกมา เสียงกีตาร์ 2 ข้างซัดสาดกันดั่งพายุโลหะ แต่ยังถักทอด้วยเส้นแห่งเมโลดี้ละมุนอยู่ใต้รอยแตกของเสียงคำราม เป็นการออกแบบซาวด์ที่เฉียบคมเสมือนท้องฟ้าถูกกรีดออกด้วยมีดสั้นของนักล่าแห่งสงคราม ขณะที่ Graveland บดขยี้ทุกสิ่งด้วยริฟฟ์ที่กระชับ แม่นยำ และเต็มไปด้วยประกายแห่งโทสะ

.

และเมื่อถึงเพลงไตเติลแทร็ก The Jester Race เสียงกีตาร์คู่ก็ทำงานประดุจพิธีกรรมโบราณ เสียงเหล่านั้นเหมือนกำลังเล่าเรื่องราวแห่งชนเผ่าบางเผ่าที่เดินอยู่ระหว่างชีวิตและความตาย ระหว่างความหวังและความสูญสลาย ท่วงทำนองกว้างใหญ่ดั่งทุ่งหิมะที่ไม่รู้จบ ทว่าแฝงประกายความหวังเล็กๆ เสมือนแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ

.

อัลบั้มนี้ยังซ่อนช่วงเวลาอันงดงามอย่าง December Flower ที่ Fredrik Johansson มอบโซโล่ซึ่งสวยงามราวแสงสุดท้ายแห่งวิหารร้าง และหากฟังจนถึง Wayfaerer บทเพลงบรรเลงที่ไหลไปเหมือนสายลมเหนือยอดสนท่ามกลางพายุ คุณจะเข้าใจว่า In Flames ยุคแรกไม่ได้สร้างเพลงเพียงเพื่อความมัน แต่เพื่อวาดภาพ ภาพที่ประกอบขึ้นจากความหนาวเหน็บ โดดเดี่ยว และความรุ่งโรจน์ของมนุษย์ที่ยืนหยัดท่ามกลางความเวิ้งว้าง

.

เวลานับทศวรรษที่ผ่านมา The Jester Race ยังคงเป็นอัลบั้มที่นักดนตรีหลายรุ่นยกให้เป็นคัมภีร์แห่งความงามในซากปรักหักพัง อัลบั้มที่ยืนยันว่าเมโลดี้สามารถเติบโตอยู่กลางร่องรอยแห่งความตาย และสามารถทำให้โลหะหนักกลายเป็นงานศิลปะได้อย่างสง่างาม

.

และนั่นคือเหตุผลที่ในพงศาวดารแห่งความตาย จะไม่มีวันขาดรายชื่อของอัลบั้มนี้ The Jester Race เพราะมันเป็นดั่งประตูทะลุมิติที่เปิดโล่งสู่ยุคสมัยใหม่แห่ง Melodic Death Metal

.

#InFlames #TheJesterRace #MelodicDeathMetal #GothenburgSound #TerritoryMag 

ความคิดเห็น